ร้านสุราษฎร์พุทธคุณ

บทความร้านค้า : สุราษฎร์พุทธคุณ สะสม เสาะหา แบ่งเช่า โดยสุราษฎร์ทีม **ในทางภาคใต้นั้น พระสงฆ์ที่สร้างวัตถุมงคลออกมาแล้ว ถ้าลูกศิษย์ลูกหา ชาวบ้านนำไปใช้แล้วไม่ได้ผลนั้น ถือเป็นบาปอย่างมาก**
<< กลับสู่หน้ารายการบทความจากร้านค้า
หลวงพ่อพัฒน์ นารโท วัดใหม่พัฒนาราม

     หลวงพ่อพัฒน์ นารโท ท่านเกิดเมื่อวันพุธ เดือน 6 ปีจอ พ.ศ. 2405  แห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ณ ตลาดบ้านดอน อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ โยมบิดาของท่านชื่อ ฉุ้น โยมมารดา ชื่อ เนียม บิดาของท่านเป็นชาวบ้านดอน ส่วนโยมมารดาเป็นชาวเกาะพะงัน มีพี่น้องร่วมอุทร บิดา - มารดาเดียวกัน 7 คน หลวงพ่อเป็นคนที่ 5 ครั้งมีพระราชบัญญัติขนานนามสกุล (ขณะท่านอยู่ในเพศบรรพชิดแล้ว) ญาติพี่น้องของท่านใช้ชื่อสกุลว่า "พัฒนพงศ์" เมื่อเยาว์วัยได้ศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ผ่อง แห่งวัดพระโยค ศึกษาเล่าเรียน ตามเนื้อหาวิชาซึ่งเป็นที่นิยมศึกษาสืบทอดกันอยู่ในยุคสมัยนั้น ตามควรแก่วัยและตามภูมิพื้นความรู้ของผู้เป็นอาจารย์ท่านผู้สอน 
     เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ท่านก็ได้ทำการสมรสกับนางละม่อม อยู่กินกันหลายปี แล้วมีเหตุบางประการทำให้ท่านต้องบรรพชาอุปสมบท ในระหว่างที่หลวงพ่อบวชอยู่นั้น นางละม่อม ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ได้คลอดบุตรออกมาเป็นผู้หญิง แต่ถึงแก่กรรมภายหลังคลอดได้ไม่นานนัก ทำให้ท่านตัดสินใจไม่ยอมลาสิกขา ครองเพศสมณะอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์เรื่อยมา สำหรับสาเหตุที่ท่านได้อุปสมบท ขณะภรรยากำลังตั้งครรภ์นั้น บ้างว่า เพราะความตระหนักรู้เลื่อมใสในหนทางอริยมรรค เกิดความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย แต่บ้างก็ว่าเพราะเหตุทางประเพณีหรือความเชื่อ เช่น การบวชหน้าไฟ (ในงานศพบุพการี) หรือ การบนบวชเป็นต้น ครั้นเกิดเหตุบุตรที่เพิ่งคลอดเสียชีวิต ประกอบกับการได้หยั่งถึงสัมผัสรับรู้ในความสงบเย็น สว่าง และสะอาดของร่มกาสาวพัสตร์อันมีความเป็นสัปปายะเปี่ยมเหตุปัจจัยที่เอื้ออำนวยเกื้อกูลสนับสนุนโอกาสแห่งความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปในทางธรรม จึงทำให้ท่านไม่คิดลาสิกขา คงอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไป โดยไม่มีกำหนด หลังจากล่วงเลยเวลาที่ควรลาสิกขาไปนานเข้า นางละม่อมผู้ภรรยาก็ได้ปรารภกับหลวงพ่อ ขอให้ท่านสละเพศบรรพชิต ออกไปครองเรือนใช้ชีวิตครอบครัวดังเดิม แต่หลวงพ่อได้ปฏิเสธ พร้อมกับแจ้งให้ทราบถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จักอยู่ในสมณเพศต่อไปแบบไม่มีกำหนด หลายปีต่อมา นางละม่อม ก็ได้แต่งงานใหม่ โดยความอนุโมทนาอันดีของหลวงพ่อ เพราะเป็นการช่วยปลดเปลื้องห่วงผูกพันให้แก่ท่านอย่างสิ้นเชิง ในการอุปสมบทของหลวงพ่อพัฒน์นั้น ท่านอุปสมบทเมื่ออายุได้ 25 ปี ใน พ.ศ. 2430 ณ อุโบสถวัดพระโยค โดยมีพระครูสุวรรณรังษี (มี) เจ้าคณะอำเภอกาญจนดิฐ เจ้าอธิการวัดโพธิ์ ตำบลบ้านตลาดบน  เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อกล่อม วัดโพธิ์ (ภายหลังเป็นที่พระครูวิธรธรรมสาสน์) เป็นพระกรรมาวาจาจารย์ และ หลวงพ่อขำ วัดบางใบไม้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "นารโท" บวชแล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดพระโยค เป็นเวลาหลายพรรษา

     เมื่อท่านมีอายุมากขึ้น หลวงพ่อพัฒน์ก็ได้บุกเบิกสร้างวัดขึ้นมาใหม่อีกแห่งหนึ่งกล่าวกันว่า ที่ดินที่หลวงพ่อพัฒน์ใช้เป็นสถานที่สร้างวัดนั้น แต่เดิมเป็นเขตป่าช้าของวัดพระโยค ด้วยพรรษากาลที่ไม่ถึงสิบพรรษาและด้วยปัจจัยที่ท่านมีอยู่เพียง 6 บาท เมื่อครั้งแรกเริ่มสร้างวัด แต่ด้วยบารมี ผลานิสงฆ์อันท่านได้เคยสร้างสมมา ประกอบกับความเป็นผู้มุ่งมั่น มีปณิธาน และเป็นที่นิยมนับถือของราษฏร  หลวงพ่อพัฒน์ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นภิกษุหนุ่ม ก็สามารถสร้างวัดขึ้นใหม่ได้สำเร็จ เป็นที่รู้จักเรียกขานกันโดยทั่วไปว่า "วัดใหม่" (ชื่อวัดว่า "วัดใหม่" นี้คงใช้อยู่ตลอดสมัยของหลวงพ่อพัฒน์ ภายหลังจากท่านมรณภาพแล้ว ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเพื่อเป็นที่ระลึกถึงท่านผู้สร้างว่า "วัดพัฒนาราม") ปีที่หลวงพ่อพัฒน์ นารโท เริ่มสร้างวัดประมาณได้ว่า ไม่หลังจาก พ.ศ. 2440  อย่างแน่นอน หรือ พ.ศ. 2440 อีกด้วย เนื่องจาก พ.ศ. 2440 นั้น เป็นที่หลวงพ่อพัฒน์ได้เริ่มสร้างอุโบสถจนกระทั่งแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ครบถ้วนในปี พ.ศ.2447 

     ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ของหลวงพ่อพัฒน์ นารโท นอกจากยังความสงบเย็นเกื้อกูลความก้าวหน้าในทางธรรม สำหรับตัวท่านเองแล้ว ยังได้สร้างคุณประโยชน์หลายประการให้แก่ศาสนจักร อาณาจักรและประชาชนอีกด้วย โดยท่านได้เคยดำรงตำแหน่งและหน้าที่ต่าง ๆ ตลอดจนเกื้อกูลสนับสนุนการศึกษา ดังนี้ เมื่อ พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอดเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชดำริจะบำรุงการศึกษาในหัวเมืองให้เจริญตามการศึกษาในกรุง จึงได้ทรงตั้งพระราชาคณะให้เป็น ผู้อำนวยการศึกษา ว่าการมณฑลต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อำนวยการศึกษาได้ออกไปตรวจและจัดการศึกษาและการศาสนาในมณฑลนั้น ๆ สำหรับมณฑลชุมพรซึ่งประกอบด้วย 4 เมือง  คือ เมืองชุมพร เมืองหลังสวน เมืองไชยา และเมืองกาญจนดิฐ พระศาสนดิลก เป็นผู้อำนวยการศึกษา ได้ออกไปตรวจการครั้งแรก ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2442 และครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม  จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2443 ในเมืองกาญจนดิฐ ซึ่งแบ่งเป็น 4 แขวง คือ แขวงอำเภอพุดดวง แขวงอำเภอบ้านดอน แขวงอำเภอกระแดะ และแขวงอำเภอเกาะสมุย ได้มีการตั้งเจ้าคณะแขวงประจำแขวงละรูป โดยหลวงพ่อพัฒน์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอบ้านดอน      นอกจากความเชียวชาญในเรื่องกสิณ โดยเฉพาะเตโชกสิณ และปฐวีกสิณแล้ว หลวงพ่อพัฒน์ยังเป็นพระภิกษุผู้ทรงคุณพิเศษในทางการแพทย์แผนไทย หรือแพทย์แผนโบราณอีกด้วย ในช่วงชีวิตของท่าน หลวงพ่อพัฒน์ได้ใช้วิชาความรู้ความสามารถทางการแพทย์แผนไทย สงเคราะห์ช่วยเหลือ รักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้ด้วยโรคต่าง ๆ เป็นอันมาก โดยไม่สนใจใยดีในอามิสสินจ้างใด ๆ หรือแม้แต่ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียของตัวท่านเอง ก็มิได้คำนึงถึงหวังแต่เพื่อได้ช่วยเหลือสงเคราะห์เพื่อนมนุษยืด้วยกันให้พ้นจากความทุกข์ภัยไข้เจ็บ เป็นที่ตั้งเท่านั้น ด้วยความเป็นพระภิกษุผู้ตระหนักรู้เท่าทันเหตุปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งทรงคุณทั้งทางการแพทย์แผนไทย และทรงพลังจิตมหิทธิคุร เปี่ยมสังฆานุภาพ นี่เองหลวงพ่อพัฒน์จึงเสมือนหนึ่งเสาหลักที่พักใจ รวมทั้งเป็นที่พึ่งพิงนานาประสงค์ของประชาชนในยุคนั้น หรือแม้กระทั่ง ผู้คนในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การดำรงอยู่ในเพศบรรชิตของหลวงพ่อพัฒน์ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือสืบทอดจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสถาพรอยู่ตอไป แล้วยังเป็นการช่วยเหลืออนุเคราะห์เกื้อกูลแก่ประชาชนได้นานาประการอีกด้วย 
      หลวงพ่อพัฒน์ ได้ดำรงตำแหน่งและหน้าที่ อุปัชฌาย์ พระครู และเจ้าคณะแขวงอำเภอบ้านดอนอยู่ประมาณ 4-5 ปี แล้วด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดติดในอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ และแน่วแน่ในการปฏิบัติบำเพ็ญเพียร ประพฤติธรรม การมุ่งมั่นเอาความสงบเป็นเครื่องนำ หลวงพ่อพัฒน์จึงได้ลาออกจากตำแหน่งพระครู เจ้าคณะแขวงอำเภอเมือง (อำเภอบ้านดอน-เดิม) เมืองไชยา และตำแหน่งอุปัชฌาย์ เพื่อการออกไปธุดงค์ ในระหว่างการธุดงค์ละแวกภาคใต้ท่านได้พบสถานที่อันเป็นสัปปายะแห่งหนึ่งได้เข้าพักปักกลดเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ระยะหนึ่ง ห่างจากบริเวณที่ท่านพักปักกลดพอสมควร เป็นหมู่บ้านป่าเล็ก ๆ ซึ่งท่านได้อาศัยอาหารจากการใส่บาตรของชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นยังชีวิต หลวงพ่อเคยเล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่าเช้าวันหนึ่ง ขณะออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านได้มีสตรีรูปงามนางหนึ่งนำอาหารมายืนคอยใส่บาตรในครั้งแรก ที่ท่านทอดสายตามองไป ก็ได้เห็นว่า สตรีผู้นั้นมีความงดงามมาก ครั้งเมื่อสตรีผู้นั้นกำลังตักบาตร ขณะหลวงพ่อพิจารณาอาหารที่สตรีผู้นั้นใส่บาตรก็ปรากฎว่า ท่านได้มองเห็นร่างกายของสตรีโฉมสคราญผู้นั้นเหมือนซากศพ ล้วนแต่ปฏิกูลทั้งสิ้น มีอาการเน่าเฟะ เต็มไปด้วยน้ำเหลือง สัตว์ทุกรูปทุกนาม เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดา แต่ขณะยังมีชีวิตอยู่แทบทุกชีวิตมักถูกอวิชชาครอบงำ ปกคลุมจิตใจจนมืดมิด กระทั่งทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น เห็นไปว่าเป็นตัวกู ของกูไปหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ยามที่ได้สัมผัสิ่งใดเข้าก็จะเกิดความรู้สึกเจ็บ ร้อน อ่อน แข็งไปตามสภาพเพราะมีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น มีอุปาทานนั่นเอง ครั้นแล้ว ท้ายสุดก็ล้วนต้องทอดร่างอันน่าเกลียด เน่าเหม็นทิ้งไว้อย่างไร้ความหมายแทบทั้งสิ้น การมองเห็นโฉมงามสคราญ เต่งตึงด้วยเนื้อหนังอวบอั๋น ชวนให้เกิดกำหนัดกระสันรัญจวนใจ เป็นดั่งซากศพเช่นนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านคงได้บรรลุถึงความีอริยฤทธิ์แล้ว      ก่อนมรณภาพ หลวงพ่อพัฒน์ได้บอกให้ศิษย์ผู้ใกล้ชิดทราบเป็นการล่วงหน้าว่าวันมรณภาพของท่านคือ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2485  ในคืนก่อนวันนั้น ท่านได้บำเพ็ญสมาธิภาวนา ตั้งแต่หัวค่ำ ด้วยความสงบเย็นและสว่าง โดยมิได้มีความประหวั่นพรั่นพรึงต่อความตาย ซึ่งท่านตระหนักทราบว่ากำลังย่างก้าวเข้ามาหาอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นมั่นคง 

  • เจ้าคณะแขวง
  • พระอุปัชฌาย์ ประมาณ ร.ศ. 119 ในวาระเดียวกับการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวง อำเภอบ้านดอนนั้น หลวงพ่อพัฒน์ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ด้วย 

     

         หลังจากมองเห็นภาพอย่างนั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วภาพอันน่าสลดชวนปลงสังเวชก็พลันหายไป จิตซึ่งกำลังนิ่งเฉยสงบก่อให้เกิดปัญญา ตระหนักในความเที่ยงของสังขาร พิจารณาเห็นว่า ในหมู่สัตว์ทั้งหลายเมื่อเกิดมาแล้วล้วนมีความตายเป็นที่สุด จะหาสิ่งใดในร่างกายของคนเรานี้เป็นแก่นสารย่อมมิได้เลย

         เล่าสืบต่อกันมาว่า ในช่วงที่หลวงพ่อพัฒน์กำลังสร้างวัดอยู่นั้น ท่านได้ป่วยด้วยโรคท้องร่วง และมีอาการหนักมากประกอบกับการแทพย์ในสมัยนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก จึงยากแก่การบำบัดรักษาจะเยียวยาให้หายได้ ครั้นหลวงพ่อพัฒน์ ตระหนักถึงอาการที่ไม่มีทางจะแก้ไขของตัวท่าน ก็ได้สั่งให้ศิษย์ซึ่งเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งดำเนินการกับสรีระอันไร้ลมหายใจของท่านในทำนองว่า หากท่านถึงมรณภาพแล้ว ขอให้พระภิกษุรูปนั้นจุดเทียนไว้ข้างกายศพ ติดต่อกันไปอย่าให้เทียนดับโดยตลอดเวลา 7 วัน 7 คืน หลังจากสั่งความแล้วไม่นาน ท่านก็สงบแน่นิ่ง สิ้นลมหายใจ ใครต่อใครที่ได้มาเห็นอาการต่างก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันทั้งสิ้นว่าท่านมรณภาพแล้ว เมื่อหลวงพ่อสิ้นลมแล้ว พระภิกษุผู้รับคำสั่งก็ปฏิบัติตามคำหลวงพ่อทุกประการได้ทำการจุดเทียนขึ้นสว่างโพลงติดต่อกันอยู่เสมอมิได้ขาด ตลอดเวลา ด้วยเหตุที่ท่านมีอาการแบบที่ตายแล้วฟื้น ซึ่งเป็นกรณีหายาก จึงเป็นเรื่องชวนพิศวงสงสัยของผู้คนที่ทราบเรื่องเป็นยิ่งนัก หลวงพ่อได้เล่าให้ใครต่อใครฟังว่า ยามเมื่อจิตวิญญาณท่องเที่ยวไปในโลกอันเป็นปรัศนีของผู้ยังมีชีวิตอยู่ ณ โลกแห่งกามาวจรใบนี้ ท่านได้เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็พบกับคฤหาสน์อันโอ่โถงใหญ่โตรโหฐานคล้ายประหนึ่งกับสถานพำนักของเจ้าขุนมูลนาย ผู้มั่งคั่งร่ำรวยด้วยอำนาจบารมี ขณะท่านเดินเข้าไปภายในคฤหาสน์หลังงามนั้น คนเฝ้าหรือผู้ดูแลคฤหาสน์ได้แสดงอาการต้อนรับท่านด้วยความนอบน้อมพินอบพิเทาเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งท่านสนเท่ห์แล้วเอ่ยถามทำนองว่า "นี่เป็นบ้านของใคร" <พอคนเฝ้าคฤหาสน์ตอบให้ทราบว่าเป็นบ้านของท่าน หลวงพ่อได้ปฏิเสธว่าท่านไม่มีบ้าน มีแต่วัด เพราะเป็นสมณะพร้อมกับคำบอกปฏิเสธ ไม่อาจยอมรับในสิ่งซึ่งมิใช่วิสัยแห่งภิกษุภาวะ ท่านก็ถอยหลังกลับออกมาจากคฤหาสน์หลังนั้นในทันที่แต่ด้วยความรีบร้อน เท้าได้สะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่าง บ้างว่าเป็นธรณีประตู ทำให้ล้มลง แล้วก็สิ้นความรู้สึกไปชั่วขณะ ครั้นมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ในตอนที่ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมานั่นเอง

         ร่างไร้ลมหายใจของหลวงพ่อ นอนแน่นิ่งอยู่เป็นเวลา 2 วัน 2 คืน ครั้นพอเช้าวันที่ 3 สิ่งที่เหลือวิสัยเกินกว่าสามัญปกติก็บังเกิดขึ้น นั่นคือร่างไร้ลมหายใจของหลวงพ่อได้กลับฟื้นคืนชีพมีลมปราณขึ้นมาอีก

         ครั้นประมาณเวลา 08.43 น. บรรดาศิษย์ที่เฝ้าดูอาการของท่าน สังเกตเห็นศีรษะของหลวงพ่อโน้มเอียงลงมาเล็กน้อย ต่างจากปกติที่นั่งตัวตรง ไม่ไหวติงจึงได้เข้าไปพินิจดูใกล้ ๆ แล้วก็ประจักษ์ว่า หลวงพ่อพัฒน์ นารโท ได้ละทิ้งเบญจขันธ์ไปอย่างสงบดุษฏีแล้ว

         หลังจากได้ทำการบรรจุศพหลวงพ่อแล้ว ครั้นล่วงเข้าปี พ.ศ. 2491 พระภิญโญเจ้าอาวาสวัดใหม่ในขณะนั้น ได้ฝันไปว่าหลวงพ่อพัฒน์มาบอกว่า ขณะนี้ตัวแมลงสาบมารบกวนท่านเหลือเกิน ขอให้ทำการโยกย้ายเปลี่ยนสถานที่ใหม่แรก ๆ เจ้าอาวาสไม่ค่อยใส่ใจนักแม้จะฝันในทำนองเดียวกันอีกเป็นครั้งที่สองก็ตาม กระทั่งได้ฝันในทำนองเดียวกันอีกเป็นครั้งที่สาม ประมาณวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2491 จึงได้ทำการเปิดที่บรรจุศพออกดูก็พบเห็นแมลงสาบไต่ตอมสรีระของท่านเต็มไปหมดเหมือนกับที่ได้ฝันเห็นไว้ไม่มีผิด


     

         นอกจากนั้น ยังทำให้ได้ทราบกันโดยทั่วไปอีกว่า แม้หลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้วหลายปี ในสภาพการณ์แห่งยุคสมัยที่ยังไม่มีการใช้น้ำยาฉีดศพ เพื่อป้องกันการเน่าเหม็นในระยะแรกของการเสียชีวิต แต่สภาพสรีระของหลวงพ่อกลับไม่ได้เน่าเปื่อยตามธรรมดาแต่ประการใด คงยังอยู่ในสภาพคล้ายเดิม โดยมีลักษณะแห้งแกร่งคล้ายหิน

         ครั้นได้ประจักษ์ดังนี้ จึงได้มีการบันทึกภาพไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความพิเศษอีกครั้งหนึ่ง สรีระซึ่งไร้ลมปราณ สิ้นชีวิตไปแล้วเป็นเวลาหลายปี ก็ยังไม่เน่าเปื่อย ผุพังตามธรรมชาติวิสัยของหลวงพ่อพัฒน์นี้ นับเป็นประจักษ์พยานชิ้นแรก ๆ สำหรับความพิเศษแผกธรรมชาติ ที่ผู้คนส่วนหนึ่งเชื่อถือว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์อภินิหาร

         กล่าวกันว่า ก่อนกาลหลวงพ่อพัฒน์มรณภาพ (พ.ศ. 2485) ขึ้นไปเท่าที่ได้ทราบกันโดยกว้างขวางนั้น ยังไม่เคยปรากฎว่า มีพระเกจิอาจารย์ท่านใดที่มรณภาพแล้ว ศพไม่เน่าเปื่อยยุ่ยเป็นผุยผงแต่แห้งแกร่งเสมือนหิน ทำนองเดียวกันที่ได้ประจักษ์จากศพของหลวงพ่อพัฒน์ มาก่อนเลย จึงยึดถือกันว่า หลวงพ่อพัฒน์นับเป็นอารยสงฆ์ ผุ้มรณภาพแล้ว เหลือสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยทิ้งไว้เป็นเสมือนพยานวัตถุชั้นปฐม แห่งสภาวะที่ประหนึ่งความมหัสจรรย์สำหรับการประจักษ์และรับรู้ของผู้คนในทศวรรษสุดท้ายของพุทธศตวรรษที่ยี่สิบห้า

         ภายหลังจากนั้น ก็ได้มีการจัดการบรรจุสรีระอันไม่เน่าเปื่อยแห้งแข็งประดุจหินของหลวงพ่อพัฒน์ไว้ในศาลา  ที่หลวงพ่อสร้างไว้หน้าอุโบสถ อย่างเป็นการถาวรตราบกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งในทุกวันมักจะมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้สักการะและแก้บนอยู่เสมอ ๆ

  •  
     
    กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

       Username :  
       Password :  
     2002 - 2013 TARADPRA.COM All Rights Reserved
    หน้านี้ใช้เวลาในการแสดงผล 0.2343715 วินาที