|
ลำดับ |
รูปภาพ |
สินค้า |
ราคาขาย |
ข้อมูลทั่วไป |
ข้อมูลล่าสุดเมื่อ |
สถานะ
|
|
|
|
1
|
|
|
0.00
|
|
พระปิดตาหลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบ เป็นพระปิดตาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน และถือเป็นหนึ่งใน 5 เสือปิดตาสมุทรปราการ (ไม่รวมพวกปิดตาเนื้อผงคลุกรัก หลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ และหลวงพ่อแย้ม วัดด่านสำโรง ได้แก่ (1) ปิดตาพระปลัดทองดี วัดกลาง (2) ปิดตาหลวงปู่บัว วัดรวก (3) ปิดตาหลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบ (4) ปิดตาหลวงพ่อพิณ วัดบางหัวเสือ และ (5) ปิดตาหลวงพ่อเที่ยง วัดบางหัวเสือ ปิดตาหลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบจากการสันนิษฐานคาดว่าสร้างราวปี พ.ศ.2430 - 2446 ซึ่งหลวงพ่อมรณะภาพเมื่อปี พ.ศ. 2446 โดยหลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบ เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ ที่สร้างพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก ยอดนิยมของวงการพระเครื่องเนื้อผงคลุกรัก องค์นี้เป็นพิมพ์หน้าเล็ก ท้องใบโพธิ์ น้ำหนักประมาณ 0.50 บาท ถือว่าเป็นพระเครื่องยุคเก่าที่นับวันจะค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา
...
|
|
19-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
2
|
|
|
999,999.00
|
|
ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กทม. ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2413 ท่านเป็นชาวบางปะกอกโดยกำเนิด โยมบิดาชื่อเอี่ยม โยมมารดาชื่อสุ่น ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่วัดพลับ โดยอยู่กับพระน้าชายชื่อพระอาจารย์ดี ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ และต่อมาท่านได้ถูกนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดบางปะกอก อีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์ และเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคสงครามอินโดจีน สมณศักดิ์สุดท้ายที่ท่านได้รับก็คือ พระครูประศาสน์สิกขกิจ พระครูชั้นพิเศษ แต่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อพริ้งบ้าง หลวงปู่พริ้งบ้าง
การศึกษาวิชาของท่านนั้นสืบไม่ได้ว่าท่านเรียนมาจากที่ใดเข้าใจว่าท่านคงศึกษามาจากที่วัดพลับนั่นเอง หลวงพ่อพริ้งท่านมีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และทางหมอยา ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดบางปะกอกใหม่ๆ ในย่านนี้มีนักเลงหัวไม้อยู่หลายก๊กงานวัดเมื่อไรก็จะมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พวกนักเลงหัวไม้ต่างๆ ก็เกรงกลัวท่านไม่กล้ามาก่อเรื่องอีก บ้างก็ฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปเลย ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปยังวัดบางปะกอกยังยากลำบาก ต้องเดินทางโดยเรือพาย แต่ก็มีผู้คนมากมายเดินทางมากราบท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เช่นเสด็จใน กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งท่านได้รับการบอกกล่าวมาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ว่ายังมีพระอาจารย์ที่เก่งมีวิทยาคมสูงอยู่ทางบางปะกอก ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ครั้นต่อมาเสด็จในกรมฯ ท่านจึงได้มาลองวิชากับ หลวงพ่อพริ้ง จนฝากตัวเป็นศิษย์ และนำพระโอรสมาบวชเป็นสาม เณรกับท่านถึง 3พระองค์ นอกจากนี้ทหารเรืออีกมากมายก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพริ้ง บางครั้งมีเรือจอดกันที่หน้าวัดแน่นขนัดไปหมด ผู้ที่เคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพริ้งต่างก็มาขอของขลังบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บ้างเวลามีงานไหว้พระครูประจำปี ขบวนเรือจะจอดกันยาวเหยียดไปจนถึงปากคลอง ซึ่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางเกือบกิโลทีเดียว
พระเครื่องหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้สร้าง พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ไว้หลายอย่าง เช่น ลูกอมหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เหรียญรูปท่านปี พ.ศ.2483 พระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์ไพ่ตอง พิมพ์พระคง และสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ธงผ้ายันต์เชือกคาดเอว ตะกรุด ฯลฯ เป็นต้น พระเครื่องของท่านล้วนมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เมื่อครั้งตอนสงครามอินโดจีนพระเครื่องและเครื่องรางของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หลวงพ่อพริ้ง ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วม พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ ด้วยทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพ ท่านนิมนต์หลวงพ่อพริ้งลงแผ่นทองคำเพื่อนำไปหลอมในการสร้างพระกริ่งของท่าน ปรากฏว่าเมื่อช่างได้นำแผ่นทอง แดงของท่านลงในเบ้าหลอมรวมกับแผ่นทองแดงของอาจารย์ท่านอื่นๆ มีแผ่นทองแดงที่ไม่หลอม ละลายอยู่แผ่นหนึ่ง จึงนำขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นแผ่นทองแดงของหลวงพ่อพริ้ง จึงได้ทำการหลอมต่อ แต่ทำอย่างไรแผ่นทองแดงนั้นก็ไม่ละลาย ถึงกับต้องนิมนต์หลวงพ่อพริ้งมาจากวัด เมื่อท่านกำกับ ปรากฏว่าแผ่นทองแดงนั้นละลายไปอย่างง่ายดาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง
หลวงพ่อพริ้ง ท่านมรณภาพลงในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2490 ในวันที่ท่านมรณภาพนั้นท่านได้ให้ลูกศิษย์ประคองท่านลุกขึ้นนั่งแล้วท่านก็ประสานมือในท่าสมาธิ ครู่เดียวท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 78 ปี
...
|
|
06-ธ.ค.-56
|
|
|
|
|
3
|
|
|
0.00
|
|
ลูกนี้ ตัวจริง เนื้อจัดมาก สวยสมบูรณ์
...
|
|
26-ก.ค.-57
|
|
|
|
|
4
|
|
|
0.00
|
|
หนึ่งในห้า เบี้ยแก้ยอดนิยม ตัวจริงๆ หาไม่ได้ง่ายๆ ที่เห็นๆมีแต่ตัวปลอม
...
|
|
06-มี.ค.-57
|
|
|
|
|
5
|
|
|
999,999.00
|
|
วัดนางสาว เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา มีอายุมากกว่า ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร มีเรื่องเล่าว่า มีชาวไทยกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยสงครามพม่า มาอาศัยวัดร้างแห่งนี้ พม่าได้ติดตามมาทัน จนเกิดการสู้รบกันขึ้น โดยชายไทยฉกรรจ์เข้าต่อสู้กับทหารพม่า ส่วนเด็ก ผู้หญิง และคนชรา พาหลบหนีเข้าไปอยู่ในโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นโบสถ์มหาอุด ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงประตูเข้าทางเดียว มีผู้หญิง ๒ คนซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ว่า หากรอดพ้นจากภัยอันตรายครั้งนี้ได้ จะบูรณะโบสถ์หลังนี้ และเสนาสนะต่างๆ ในวัดนี้ให้ดีขึ้น ปรากฏว่าการสู้รบชายฉกรรจ์ชาวไทยชนะทหารพม่า ทุกคนที่หลบซ่อนอยู่ในโบสถ์มหาอุดต่างปลอดภัย ต่อมา พี่น้องสองสาวจึงคิดที่จะบูรณะโบสถ์และวัดตามที่ได้อธิษฐานไว้ แต่คนพี่เห็นว่าเป็นโบสถ์เก่ายากการแก่การบูรณะ จึงได้ไปสร้างวัดขึ้นใหม่อีก ชื่อว่า วัดกกเตย แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดพี่สาว ส่วนหญิงคนน้องได้ครองตัวเป็นโสด ได้บูรณะโบสถ์และวัดร้างดังกล่าว ตามที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้จนสำเร็จ ชาวบ้านเรียกชื่อนี้ว่า วัดพรหมจารีราม แต่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกว่า วัดน้องสาว ต่อมาได้เพี้ยนกลายเป็น วัดนางสาว จนถึงทุกวันนี้ เป็นโบสถ์มหาอุด คือ ไม่มีหน้าต่าง และมีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียว โบราณาจารย์นิยมใช้เป็นสถานที่เหมาะแก่ปลุกเสกพระเครื่องรางของขลัง จะทำให้มีอานุภาพทางมหาอุด แคล้วคลาดปลอดภัย และคงกระพันชาตรี เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ หลวงปู่แก้ว เจ้าอาวาสวัดนางสาว ได้ทำพิธีเททองหล่อพระประธาน เพื่อประดิษฐานในอุโบสถหลังใหม่ ที่กำลังก่อสร้างขึ้น พร้อมกับหล่อพระเครื่องอีก ๓ พิมพ์ คือ พิมพ์พระพุทธชินราช, พิมพ์หลวงพ่อโต (ปางสมาธิปรกโพธิ์) และพิมพ์ปิดตามหาอุด ด้วยเนื้อโลหะผสมชนิดเดียวกับที่หล่อพระประธาน เป็นการเททองหล่อแบบโบราณ โดยได้นิมนต์หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ (สมัยนั้น วัดนางสาว ขึ้นอยู่กับมณฑลนครชัยศรี) พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยนั้นร่วมนั่งปรกปลุกเสก อาทิ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม, หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก, หลวงพ่อห้อย วัดหอมเกร็ด, หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน, หลวงพ่ออาจ วัดดอนไก่ดี, พระอาจารย์พา วัดระฆังฯ, หลวงปู่แก้ว วัดนางสาว ฯลฯ (มีผู้ให้ความเห็นว่า พระหล่อโบราณ ทั้ง ๓ พิมพ์ เป็นฝีมือช่างคนเดียวกับที่แกะแม่พิมพ์ เหรียญเจ้าสัว หลวงปู่บุญ และที่สำคัญ ฎีกา (หนังสือ) ที่หลวงปู่แก้ว วัดนางสาว ที่นิมนต์หลวงปู่บุญ ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็น ประธานคณะกรรมการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี" เป็นประธานในพิธีหล่อพระที่วัดนางสาว ปี ๒๔๖๔ นั้นยังเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก วัดกลางบางแก้ว จนถึงทุกวันนี้) พระปิดตามหาอุด วัดนางสาว พิมพ์ปรกโพธิ์ หล่อโบราณ มีขนาดกว้างประมาณ ๑.๕ ซม. ยาวประมาณ ๒.๕ ซม. รวมทั้ง พระพิมพ์หลวงโตสมาธิปรกโพธิ์ และพระพิมพ์ชินราช ที่สร้างในคราวเดียวกันนี้ ก็มีขนาดเท่ากัน กรรมวิธีการสร้าง เป็นการเททองแบบโบราณ โดยมีแม่พิมพ์เป็นแผ่นแบบพระแผง มีแม่พิมพ์องค์พระหลายๆ องค์ เมื่อเนื้อโลหะเย็นลงแล้วจึงมีการตัดแบ่งออกเป็นองค์ๆ จุดสำคัญของพระพิมพ์นี้ คือ หากดูด้านข้างจะเห็น เนื้อพระเป็น ๒ ชั้น ทุกวันนี้มี ของปลอม ออกมาหลายฝีมือ ส่วนใหญ่จะไม่มีเนื้อพระ ๒ ชั้นดังกล่าว แต่มีรอยตะไบ ซึ่งหากมีการเลี่ยมพลาสติกก็จะมองไม่เห็นจุดสำคัญนี้พระวัดนางสาวหล่อโบราณ ทั้ง ๓ พิมพ์กำลังเป็นที่สนใจของนักสะสมพระเครื่องในวงกว้าง จากอดีตที่เช่าหากันที่หลักพันปลายๆ ถึงหลักหมื่นเศษ ชั่วโมงราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความเก่าถึง ๙๒ ปี ประกอบกับพระเกจิอาจารย์แต่ละท่านที่นั่งปรกปลุกเสกพระรุ่นนี้ก็ล้วนเป็นเจ้าของพระหลักแสนขึ้นไปทั้งนั้น จึงนับว่า พระวัดนางสาว หล่อโบราณ ทั้ง ๓ พิมพ์นี้ควรค่าแก่การนิมนต์ขึ้นคอเป็นอย่างยิ่ง
...
|
|
06-ธ.ค.-56
|
|
|
|
|
6
|
|
|
0.00
|
|
วัดนางสาว เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา มีอายุมากกว่า ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร มีเรื่องเล่าว่า มีชาวไทยกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยสงครามพม่า มาอาศัยวัดร้างแห่งนี้ พม่าได้ติดตามมาทัน จนเกิดการสู้รบกันขึ้น โดยชายไทยฉกรรจ์เข้าต่อสู้กับทหารพม่า ส่วนเด็ก ผู้หญิง และคนชรา พาหลบหนีเข้าไปอยู่ในโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นโบสถ์มหาอุด ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงประตูเข้าทางเดียว มีผู้หญิง ๒ คนซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ว่า หากรอดพ้นจากภัยอันตรายครั้งนี้ได้ จะบูรณะโบสถ์หลังนี้ และเสนาสนะต่างๆ ในวัดนี้ให้ดีขึ้น ปรากฏว่าการสู้รบชายฉกรรจ์ชาวไทยชนะทหารพม่า ทุกคนที่หลบซ่อนอยู่ในโบสถ์มหาอุดต่างปลอดภัย ต่อมา พี่น้องสองสาวจึงคิดที่จะบูรณะโบสถ์และวัดตามที่ได้อธิษฐานไว้ แต่คนพี่เห็นว่าเป็นโบสถ์เก่ายากการแก่การบูรณะ จึงได้ไปสร้างวัดขึ้นใหม่อีก ชื่อว่า วัดกกเตย แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดพี่สาว ส่วนหญิงคนน้องได้ครองตัวเป็นโสด ได้บูรณะโบสถ์และวัดร้างดังกล่าว ตามที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้จนสำเร็จ ชาวบ้านเรียกชื่อนี้ว่า วัดพรหมจารีราม แต่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกว่า วัดน้องสาว ต่อมาได้เพี้ยนกลายเป็น วัดนางสาว จนถึงทุกวันนี้ เป็นโบสถ์มหาอุด คือ ไม่มีหน้าต่าง และมีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียว โบราณาจารย์นิยมใช้เป็นสถานที่เหมาะแก่ปลุกเสกพระเครื่องรางของขลัง จะทำให้มีอานุภาพทางมหาอุด แคล้วคลาดปลอดภัย และคงกระพันชาตรี เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ หลวงปู่แก้ว เจ้าอาวาสวัดนางสาว ได้ทำพิธีเททองหล่อพระประธาน เพื่อประดิษฐานในอุโบสถหลังใหม่ ที่กำลังก่อสร้างขึ้น พร้อมกับหล่อพระเครื่องอีก ๓ พิมพ์ คือ พิมพ์พระพุทธชินราช, พิมพ์หลวงพ่อโต (ปางสมาธิปรกโพธิ์) และพิมพ์ปิดตามหาอุด ด้วยเนื้อโลหะผสมชนิดเดียวกับที่หล่อพระประธาน เป็นการเททองหล่อแบบโบราณ โดยได้นิมนต์หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ (สมัยนั้น วัดนางสาว ขึ้นอยู่กับมณฑลนครชัยศรี) พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยนั้นร่วมนั่งปรกปลุกเสก อาทิ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม, หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก, หลวงพ่อห้อย วัดหอมเกร็ด, หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน, หลวงพ่ออาจ วัดดอนไก่ดี, พระอาจารย์พา วัดระฆังฯ, หลวงปู่แก้ว วัดนางสาว ฯลฯ (มีผู้ให้ความเห็นว่า พระหล่อโบราณ ทั้ง ๓ พิมพ์ เป็นฝีมือช่างคนเดียวกับที่แกะแม่พิมพ์ เหรียญเจ้าสัว หลวงปู่บุญ และที่สำคัญ ฎีกา (หนังสือ) ที่หลวงปู่แก้ว วัดนางสาว ที่นิมนต์หลวงปู่บุญ ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็น ประธานคณะกรรมการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี" เป็นประธานในพิธีหล่อพระที่วัดนางสาว ปี ๒๔๖๔ นั้นยังเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก วัดกลางบางแก้ว จนถึงทุกวันนี้) พระปิดตามหาอุด วัดนางสาว พิมพ์ปรกโพธิ์ หล่อโบราณ มีขนาดกว้างประมาณ ๑.๕ ซม. ยาวประมาณ ๒.๕ ซม. รวมทั้ง พระพิมพ์หลวงโตสมาธิปรกโพธิ์ และพระพิมพ์ชินราช ที่สร้างในคราวเดียวกันนี้ ก็มีขนาดเท่ากัน กรรมวิธีการสร้าง เป็นการเททองแบบโบราณ โดยมีแม่พิมพ์เป็นแผ่นแบบพระแผง มีแม่พิมพ์องค์พระหลายๆ องค์ เมื่อเนื้อโลหะเย็นลงแล้วจึงมีการตัดแบ่งออกเป็นองค์ๆ จุดสำคัญของพระพิมพ์นี้ คือ หากดูด้านข้างจะเห็น เนื้อพระเป็น ๒ ชั้น ทุกวันนี้มี ของปลอม ออกมาหลายฝีมือ ส่วนใหญ่จะไม่มีเนื้อพระ ๒ ชั้นดังกล่าว แต่มีรอยตะไบ ซึ่งหากมีการเลี่ยมพลาสติกก็จะมองไม่เห็นจุดสำคัญนี้พระวัดนางสาวหล่อโบราณ ทั้ง ๓ พิมพ์กำลังเป็นที่สนใจของนักสะสมพระเครื่องในวงกว้าง จากอดีตที่เช่าหากันที่หลักพันปลายๆ ถึงหลักหมื่นเศษ ชั่วโมงราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความเก่าถึง ๙๒ ปี ประกอบกับพระเกจิอาจารย์แต่ละท่านที่นั่งปรกปลุกเสกพระรุ่นนี้ก็ล้วนเป็นเจ้าของพระหลักแสนขึ้นไปทั้งนั้น จึงนับว่า พระวัดนางสาว หล่อโบราณ ทั้ง ๓ พิมพ์นี้ควรค่าแก่การนิมนต์ขึ้นคอเป็นอย่างยิ่ง
...
|
|
19-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
7
|
|
|
999,999.00
|
|
พระปิดตา วัดโคกพระเจดีย์ หลวงพ่อเบี้ยสมภารของวัดโคกพระเจดีย์
ในสมัยก่อนโน้นวัดนี้ได้สร้างขึ้นมาโดยที่ว่า วัดนี้เมื่อสร้างนั้น สมภารธูปท่านได้
รวบรวมญาติโยมเเถบ ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
เเละญาติโยมพื้นเพเดิมของท่านที่ ต.บ้านยาง จ.ราชบุรี มาสร้างวัดขึ้นในที่ดอน
อันเคยเป็น วัดเก่าเเก่เรียกกันว่าวัดโคก เเละ เปลี่ยนนามมาเป็น วัดโคกพระเจดีย์
ตามที่ตั้งของวัด อันมีพระเจดีย์ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ พอเรื่มสร้างพระอุโบสถ
หลวงพ่อธูป ก็มรณภาพ ก่อนมรณภาพได้เรียก หลวงพ่อเบี้ยซึ่ง เป็นบุตรอันได้อุปสมบทเเล้ว ไปเล่าเรียน พระปริยัติธรรมกับ วิชาการต่างๆ ในสำนัก วัดสุทัศน์
ของสมเด็จพระวันรัตน์ (เเดง) องค์หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการในด้าน
วิปัสนากรรมฐาน เเละ การสร้างวัตถุมงคล
หลังจากนั้นท่านก็กลับมา ดูเเลวัดโคกพระเจดีย์ เมื่อหลวงพ่อเบี้ย ว่างจากการดูเเลวัดเเล้วจะลบผงวิเศษออกเเจกจ่ายให้เเก่ชาวบ้านไปไว้ใส่น้ำทำน้ำมนต์ ขับผูจผิปีศาจเเละคุณร้ายต่างๆ บางครั้งเมื่อท่านฉันเช้าเเล้ว ก็จะปิดกุฎนั่งนั่งวิปัสนากรรมฐาน ไปจนได้เวลาทำวัตร จึงจะออกมาจากกุฏของท่าน
ต่อมาได้มีการสร้างพระอุโบสถ การสร้างพระอุโบสถเป็นงานหนักการจะหาเงิน
เเต่ละบาท มาสร้างพระอุโบสถนั้นต้องทำให้ประชาชนศรัทธา ดังนั้นหลวงพ่อเบี้ย จึงสร้างพระปิดตา
พระปิดตา ของท่าน สร้างด้วยไม้โพธิ์ เเละ ไม้ชนิดอื่น ไม้โพธิ์เเกะอันเป็นกิ่งโพธิ์ที่นิพพาน หรือหักลงมาเองจากต้นนำมาตากเเดดให้เเห้ง เเล้วตัดออกเป็นชิ้นๆ เเกะเป็น พระปิดตา การเเกะนั้น หลวงพ่อเบี้ยท่านใช้มีดพับเเกะด้วยตัวของท่านเอง วันละมากบ้างน้อยบ้าง เเล้วจึงคว้านก้นให้เป็นรู นำกระดาษสาลงพระนามพระสิวลี เเละ พระควัมปติยัดด้านในปิดด้วย ชันนะโรงใต้ดิน เเล้วปลุกเสกในกล่องไว้เป็นกล่องๆ ใครมาถวายสร้างพระอุโบสถ ท่านก็เเจกไปพร้อมกับตะกรุดเงินดอกเล็กๆ ที่ท่านทำไว้ พระปิดตา เเละ ตะกรุดเงินของท่าน
ปรากฎผลมทาง มหาอุด เเละ คงกระพันเล่าลือกันมากจึงพากันมาขอบริจาคเงินกับท่านมากขึ้นจนทำให้พระทำเเทบไม้ทัน เเต่ท่านก็ยังมีมานะทำไปเรื่อยๆ
ปรากฎว่า พระอุโบสถสำเร็จลงด้วยพระปิดตา ของหลวงพ่อเบี้ยโดยเเท้ ครั้นเมื่อ
พระอุโบสถสำเร็จเเล้ว พระปิดตาที่เหลืออยู่ พร้อมกับตะกรุดเงิน
เเละเหรียญพระพุทธชินราชเนื้อตะกั่ว ซึ่งบางคนบอกว่าท่านได้รับมาจาก
หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพื่อมาเเจกร่วมสร้างพระอุโบสถ
เพราะเหรียญชินราชนี้ ตรงกับพิมพ์หลวงปู่ศูขพิมพ์หนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ลงรอยกันได้ พระทั้งหมด หลวงพ่อเบี้ยได้นำไปเก็บไว้ที่บนเพดานโบสถ์
พระปิดตาไม้เเกะ ของหลวงพ่อเบี้ยนั้นมีลักษณะเป็น พระปิดตา มหาลาภทำด้วยไม้โพธิ์เเกะ เป็นการเเกะเเบบง่ายๆ ให้เป็นรูป พระควัมปติ ยกพระหัตถ์สองข้างขึ้น ปิดพระพักตร์
เเสดงฝ่ามือ เเละ การขัดสมาธิราบด้วยเส้นตรงธรรมดา การเเกะเป็นการเเกะ เเบบโกลน
เอาเเต่พองาม เเละฝีมือละม้ายคล้ายกัน เป็นฝีมือคน คนเดียวเเกะตรงตามที่คนเก่าเเก่
ได้เล่าว่า หลวงพ่อเบี้ยเเกะคนเดียว อย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ทันกับความต้องการ
บางครั้งปลุกเสกถึงสว่างก็เคยปรากฎ ด้านก้นขององค์พระ เมื่อพลิกขึ้นดู
จะเห็นว่ามีการคว้าน เเละอุดด้วยชันนะโรงใต้ดิน บางค์องมีคราบเเดงๆ คล้ายคราบเเดงๆ
คล้ายคราบน้ำหมากติดอยู่ด้วย สันนิษฐานว่า เป็นคราบน้ำหมากจากการเสกเป่ากำกับของ
หลวงพ่อเบี้ยนั่นเอง ไปพบพึงเห็นที่ไหนก็พึงจดจำ เเละ เช่าหากันไว้ประจำตัว เพราะเป็นพระปิดตาเก่าที่ทรงคุณค่าอิกเเบบหนึ่งของ เมื่องนครปฐม
...
|
|
19-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
8
|
|
|
999,999.00
|
|
ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กทม. ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2413 ท่านเป็นชาวบางปะกอกโดยกำเนิด โยมบิดาชื่อเอี่ยม โยมมารดาชื่อสุ่น ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่วัดพลับ โดยอยู่กับพระน้าชายชื่อพระอาจารย์ดี ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ และต่อมาท่านได้ถูกนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดบางปะกอก อีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์ และเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคสงครามอินโดจีน สมณศักดิ์สุดท้ายที่ท่านได้รับก็คือ พระครูประศาสน์สิกขกิจ พระครูชั้นพิเศษ แต่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อพริ้งบ้าง หลวงปู่พริ้งบ้าง
การศึกษาวิชาของท่านนั้นสืบไม่ได้ว่าท่านเรียนมาจากที่ใดเข้าใจว่าท่านคงศึกษามาจากที่วัดพลับนั่นเอง หลวงพ่อพริ้งท่านมีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และทางหมอยา ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดบางปะกอกใหม่ๆ ในย่านนี้มีนักเลงหัวไม้อยู่หลายก๊กงานวัดเมื่อไรก็จะมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พวกนักเลงหัวไม้ต่างๆ ก็เกรงกลัวท่านไม่กล้ามาก่อเรื่องอีก บ้างก็ฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปเลย ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปยังวัดบางปะกอกยังยากลำบาก ต้องเดินทางโดยเรือพาย แต่ก็มีผู้คนมากมายเดินทางมากราบท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เช่นเสด็จใน กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งท่านได้รับการบอกกล่าวมาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ว่ายังมีพระอาจารย์ที่เก่งมีวิทยาคมสูงอยู่ทางบางปะกอก ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ครั้นต่อมาเสด็จในกรมฯ ท่านจึงได้มาลองวิชากับ หลวงพ่อพริ้ง จนฝากตัวเป็นศิษย์ และนำพระโอรสมาบวชเป็นสาม เณรกับท่านถึง 3พระองค์ นอกจากนี้ทหารเรืออีกมากมายก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพริ้ง บางครั้งมีเรือจอดกันที่หน้าวัดแน่นขนัดไปหมด ผู้ที่เคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพริ้งต่างก็มาขอของขลังบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บ้างเวลามีงานไหว้พระครูประจำปี ขบวนเรือจะจอดกันยาวเหยียดไปจนถึงปากคลอง ซึ่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางเกือบกิโลทีเดียว
พระเครื่องหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้สร้าง พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ไว้หลายอย่าง เช่น ลูกอมหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เหรียญรูปท่านปี พ.ศ.2483 พระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์ไพ่ตอง พิมพ์พระคง และสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ธงผ้ายันต์เชือกคาดเอว ตะกรุด ฯลฯ เป็นต้น พระเครื่องของท่านล้วนมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เมื่อครั้งตอนสงครามอินโดจีนพระเครื่องและเครื่องรางของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หลวงพ่อพริ้ง ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วม พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ ด้วยทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพ ท่านนิมนต์หลวงพ่อพริ้งลงแผ่นทองคำเพื่อนำไปหลอมในการสร้างพระกริ่งของท่าน ปรากฏว่าเมื่อช่างได้นำแผ่นทอง แดงของท่านลงในเบ้าหลอมรวมกับแผ่นทองแดงของอาจารย์ท่านอื่นๆ มีแผ่นทองแดงที่ไม่หลอม ละลายอยู่แผ่นหนึ่ง จึงนำขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นแผ่นทองแดงของหลวงพ่อพริ้ง จึงได้ทำการหลอมต่อ แต่ทำอย่างไรแผ่นทองแดงนั้นก็ไม่ละลาย ถึงกับต้องนิมนต์หลวงพ่อพริ้งมาจากวัด เมื่อท่านกำกับ ปรากฏว่าแผ่นทองแดงนั้นละลายไปอย่างง่ายดาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง
หลวงพ่อพริ้ง ท่านมรณภาพลงในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2490 ในวันที่ท่านมรณภาพนั้นท่านได้ให้ลูกศิษย์ประคองท่านลุกขึ้นนั่งแล้วท่านก็ประสานมือในท่าสมาธิ ครู่เดียวท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 78 ปี
...
|
|
13-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
9
|
|
|
0.00
|
|
เหรียญหล่อพระสวนกลับ วัดโพธิ์ จ.สงขลา พระรุ่นนี้สองหน้าเป็นพิมพ์เดียวกัน แต่องค์พระจะหันเศียรสวนกันแบบพระมเหศวร ทางวัดจัดสร้างเมื่อ พ.ศ. 2484 เเจกตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปลุกเสกโดยพระเกจิอาจาร์สายใต้หลายท่านด้วยกัน ได้แก่ พ่อท่านเส้ง วัดแหลมทราย พ่อท่านภัทร วัดโคกสูง หลวงพ่อยอด วัดอ่าวบัว พ่อท่านศรีแก้ว วัดไทรใหญ่ ฯลฯในพื้นที่นิยมกันอย่างมากเนื่องจากประสบการณ์เยี่ยมยอดมาก
...
|
|
06-ธ.ค.-56
|
|
|
|
|
10
|
|
|
999,999.00
|
|
ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กทม. ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2413 ท่านเป็นชาวบางปะกอกโดยกำเนิด โยมบิดาชื่อเอี่ยม โยมมารดาชื่อสุ่น ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่วัดพลับ โดยอยู่กับพระน้าชายชื่อพระอาจารย์ดี ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ และต่อมาท่านได้ถูกนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดบางปะกอก อีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์ และเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคสงครามอินโดจีน สมณศักดิ์สุดท้ายที่ท่านได้รับก็คือ พระครูประศาสน์สิกขกิจ พระครูชั้นพิเศษ แต่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อพริ้งบ้าง หลวงปู่พริ้งบ้าง การศึกษาวิชาของท่านนั้นสืบไม่ได้ว่าท่านเรียนมาจากที่ใดเข้าใจว่าท่านคงศึกษามาจากที่วัดพลับนั่นเอง หลวงพ่อพริ้งท่านมีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และทางหมอยา ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดบางปะกอกใหม่ๆ ในย่านนี้มีนักเลงหัวไม้อยู่หลายก๊กงานวัดเมื่อไรก็จะมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พวกนักเลงหัวไม้ต่างๆ ก็เกรงกลัวท่านไม่กล้ามาก่อเรื่องอีก บ้างก็ฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปเลย ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปยังวัดบางปะกอกยังยากลำบาก ต้องเดินทางโดยเรือพาย แต่ก็มีผู้คนมากมายเดินทางมากราบท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เช่นเสด็จใน กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งท่านได้รับการบอกกล่าวมาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ว่ายังมีพระอาจารย์ที่เก่งมีวิทยาคมสูงอยู่ทางบางปะกอก ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ครั้นต่อมาเสด็จในกรมฯ ท่านจึงได้มาลองวิชากับ หลวงพ่อพริ้ง จนฝากตัวเป็นศิษย์ และนำพระโอรสมาบวชเป็นสาม เณรกับท่านถึง 3พระองค์ นอกจากนี้ทหารเรืออีกมากมายก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพริ้ง บางครั้งมีเรือจอดกันที่หน้าวัดแน่นขนัดไปหมด ผู้ที่เคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพริ้งต่างก็มาขอของขลังบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บ้างเวลามีงานไหว้พระครูประจำปี ขบวนเรือจะจอดกันยาวเหยียดไปจนถึงปากคลอง ซึ่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางเกือบกิโลทีเดียว พระเครื่องหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้สร้าง พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ไว้หลายอย่าง เช่น ลูกอมหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เหรียญรูปท่านปี พ.ศ.2483 พระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์ไพ่ตอง พิมพ์พระคง และสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ธงผ้ายันต์เชือกคาดเอว ตะกรุด ฯลฯ เป็นต้น พระเครื่องของท่านล้วนมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เมื่อครั้งตอนสงครามอินโดจีนพระเครื่องและเครื่องรางของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หลวงพ่อพริ้ง ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วม พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ ด้วยทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพ ท่านนิมนต์หลวงพ่อพริ้งลงแผ่นทองคำเพื่อนำไปหลอมในการสร้างพระกริ่งของท่าน ปรากฏว่าเมื่อช่างได้นำแผ่นทอง แดงของท่านลงในเบ้าหลอมรวมกับแผ่นทองแดงของอาจารย์ท่านอื่นๆ มีแผ่นทองแดงที่ไม่หลอม ละลายอยู่แผ่นหนึ่ง จึงนำขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นแผ่นทองแดงของหลวงพ่อพริ้ง จึงได้ทำการหลอมต่อ แต่ทำอย่างไรแผ่นทองแดงนั้นก็ไม่ละลาย ถึงกับต้องนิมนต์หลวงพ่อพริ้งมาจากวัด เมื่อท่านกำกับ ปรากฏว่าแผ่นทองแดงนั้นละลายไปอย่างง่ายดาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อพริ้ง ท่านมรณภาพลงในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2490 ในวันที่ท่านมรณภาพนั้นท่านได้ให้ลูกศิษย์ประคองท่านลุกขึ้นนั่งแล้วท่านก็ประสานมือในท่าสมาธิ ครู่เดียวท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 78 ปี
...
|
|
13-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
11
|
|
|
999,999.00
|
|
ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กทม. ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2413 ท่านเป็นชาวบางปะกอกโดยกำเนิด โยมบิดาชื่อเอี่ยม โยมมารดาชื่อสุ่น ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่วัดพลับ โดยอยู่กับพระน้าชายชื่อพระอาจารย์ดี ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ และต่อมาท่านได้ถูกนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดบางปะกอก อีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์ และเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคสงครามอินโดจีน สมณศักดิ์สุดท้ายที่ท่านได้รับก็คือ พระครูประศาสน์สิกขกิจ พระครูชั้นพิเศษ แต่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อพริ้งบ้าง หลวงปู่พริ้งบ้าง การศึกษาวิชาของท่านนั้นสืบไม่ได้ว่าท่านเรียนมาจากที่ใดเข้าใจว่าท่านคงศึกษามาจากที่วัดพลับนั่นเอง หลวงพ่อพริ้งท่านมีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และทางหมอยา ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดบางปะกอกใหม่ๆ ในย่านนี้มีนักเลงหัวไม้อยู่หลายก๊กงานวัดเมื่อไรก็จะมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พวกนักเลงหัวไม้ต่างๆ ก็เกรงกลัวท่านไม่กล้ามาก่อเรื่องอีก บ้างก็ฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปเลย ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปยังวัดบางปะกอกยังยากลำบาก ต้องเดินทางโดยเรือพาย แต่ก็มีผู้คนมากมายเดินทางมากราบท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เช่นเสด็จใน กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งท่านได้รับการบอกกล่าวมาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ว่ายังมีพระอาจารย์ที่เก่งมีวิทยาคมสูงอยู่ทางบางปะกอก ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ครั้นต่อมาเสด็จในกรมฯ ท่านจึงได้มาลองวิชากับ หลวงพ่อพริ้ง จนฝากตัวเป็นศิษย์ และนำพระโอรสมาบวชเป็นสาม เณรกับท่านถึง 3พระองค์ นอกจากนี้ทหารเรืออีกมากมายก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพริ้ง บางครั้งมีเรือจอดกันที่หน้าวัดแน่นขนัดไปหมด ผู้ที่เคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพริ้งต่างก็มาขอของขลังบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บ้างเวลามีงานไหว้พระครูประจำปี ขบวนเรือจะจอดกันยาวเหยียดไปจนถึงปากคลอง ซึ่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางเกือบกิโลทีเดียว พระเครื่องหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้สร้าง พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ไว้หลายอย่าง เช่น ลูกอมหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เหรียญรูปท่านปี พ.ศ.2483 พระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์ไพ่ตอง พิมพ์พระคง และสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ธงผ้ายันต์เชือกคาดเอว ตะกรุด ฯลฯ เป็นต้น พระเครื่องของท่านล้วนมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เมื่อครั้งตอนสงครามอินโดจีนพระเครื่องและเครื่องรางของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หลวงพ่อพริ้ง ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วม พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ ด้วยทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพ ท่านนิมนต์หลวงพ่อพริ้งลงแผ่นทองคำเพื่อนำไปหลอมในการสร้างพระกริ่งของท่าน ปรากฏว่าเมื่อช่างได้นำแผ่นทอง แดงของท่านลงในเบ้าหลอมรวมกับแผ่นทองแดงของอาจารย์ท่านอื่นๆ มีแผ่นทองแดงที่ไม่หลอม ละลายอยู่แผ่นหนึ่ง จึงนำขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นแผ่นทองแดงของหลวงพ่อพริ้ง จึงได้ทำการหลอมต่อ แต่ทำอย่างไรแผ่นทองแดงนั้นก็ไม่ละลาย ถึงกับต้องนิมนต์หลวงพ่อพริ้งมาจากวัด เมื่อท่านกำกับ ปรากฏว่าแผ่นทองแดงนั้นละลายไปอย่างง่ายดาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อพริ้ง ท่านมรณภาพลงในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2490 ในวันที่ท่านมรณภาพนั้นท่านได้ให้ลูกศิษย์ประคองท่านลุกขึ้นนั่งแล้วท่านก็ประสานมือในท่าสมาธิ ครู่เดียวท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 78 ปี
...
|
|
13-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
12
|
|
|
999,999.00
|
|
ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กทม. ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2413 ท่านเป็นชาวบางปะกอกโดยกำเนิด โยมบิดาชื่อเอี่ยม โยมมารดาชื่อสุ่น ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่วัดพลับ โดยอยู่กับพระน้าชายชื่อพระอาจารย์ดี ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ และต่อมาท่านได้ถูกนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดบางปะกอก อีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์ และเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคสงครามอินโดจีน สมณศักดิ์สุดท้ายที่ท่านได้รับก็คือ พระครูประศาสน์สิกขกิจ พระครูชั้นพิเศษ แต่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อพริ้งบ้าง หลวงปู่พริ้งบ้าง การศึกษาวิชาของท่านนั้นสืบไม่ได้ว่าท่านเรียนมาจากที่ใดเข้าใจว่าท่านคงศึกษามาจากที่วัดพลับนั่นเอง หลวงพ่อพริ้งท่านมีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และทางหมอยา ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดบางปะกอกใหม่ๆ ในย่านนี้มีนักเลงหัวไม้อยู่หลายก๊กงานวัดเมื่อไรก็จะมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พวกนักเลงหัวไม้ต่างๆ ก็เกรงกลัวท่านไม่กล้ามาก่อเรื่องอีก บ้างก็ฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปเลย ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปยังวัดบางปะกอกยังยากลำบาก ต้องเดินทางโดยเรือพาย แต่ก็มีผู้คนมากมายเดินทางมากราบท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เช่นเสด็จใน กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งท่านได้รับการบอกกล่าวมาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ว่ายังมีพระอาจารย์ที่เก่งมีวิทยาคมสูงอยู่ทางบางปะกอก ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ครั้นต่อมาเสด็จในกรมฯ ท่านจึงได้มาลองวิชากับ หลวงพ่อพริ้ง จนฝากตัวเป็นศิษย์ และนำพระโอรสมาบวชเป็นสาม เณรกับท่านถึง 3พระองค์ นอกจากนี้ทหารเรืออีกมากมายก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพริ้ง บางครั้งมีเรือจอดกันที่หน้าวัดแน่นขนัดไปหมด ผู้ที่เคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพริ้งต่างก็มาขอของขลังบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บ้างเวลามีงานไหว้พระครูประจำปี ขบวนเรือจะจอดกันยาวเหยียดไปจนถึงปากคลอง ซึ่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางเกือบกิโลทีเดียว พระเครื่องหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้สร้าง พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ไว้หลายอย่าง เช่น ลูกอมหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เหรียญรูปท่านปี พ.ศ.2483 พระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์ไพ่ตอง พิมพ์พระคง และสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ธงผ้ายันต์เชือกคาดเอว ตะกรุด ฯลฯ เป็นต้น พระเครื่องของท่านล้วนมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เมื่อครั้งตอนสงครามอินโดจีนพระเครื่องและเครื่องรางของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หลวงพ่อพริ้ง ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วม พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ ด้วยทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพ ท่านนิมนต์หลวงพ่อพริ้งลงแผ่นทองคำเพื่อนำไปหลอมในการสร้างพระกริ่งของท่าน ปรากฏว่าเมื่อช่างได้นำแผ่นทอง แดงของท่านลงในเบ้าหลอมรวมกับแผ่นทองแดงของอาจารย์ท่านอื่นๆ มีแผ่นทองแดงที่ไม่หลอม ละลายอยู่แผ่นหนึ่ง จึงนำขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นแผ่นทองแดงของหลวงพ่อพริ้ง จึงได้ทำการหลอมต่อ แต่ทำอย่างไรแผ่นทองแดงนั้นก็ไม่ละลาย ถึงกับต้องนิมนต์หลวงพ่อพริ้งมาจากวัด เมื่อท่านกำกับ ปรากฏว่าแผ่นทองแดงนั้นละลายไปอย่างง่ายดาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อพริ้ง ท่านมรณภาพลงในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2490 ในวันที่ท่านมรณภาพนั้นท่านได้ให้ลูกศิษย์ประคองท่านลุกขึ้นนั่งแล้วท่านก็ประสานมือในท่าสมาธิ ครู่เดียวท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 78 ปี
...
|
|
13-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
13
|
|
|
0.00
|
|
เป็นพระปิดตา 1ใน5เสือของจังหวัดสงขลา พระปิดตา วัดบ่อทรัพย์ อ.สิงหนคร จ.สงขลา สร้างแจกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกัน มีมากมายหลายพิมพ์ครับ... ด้านหลังที่พบเห็นจะมี 3 แบบ มีแบบยันต์นูน , ยันต์จม และหลังเรียบครับ (องค์นี้เป็นแบบหลังเรียบ แต่พิเศษมีหูปลิงในตัว).
...
|
|
19-พ.ย.-56
|
|
|
|
|
14
|
|
|
999,999.00
|
|
ประวัติหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงพ่อพริ้ง) วัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กทม. ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2413 ท่านเป็นชาวบางปะกอกโดยกำเนิด โยมบิดาชื่อเอี่ยม โยมมารดาชื่อสุ่น ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กๆ ที่วัดพลับ โดยอยู่กับพระน้าชายชื่อพระอาจารย์ดี ต่อมาเมื่ออายุครบบวช ท่านจึงอุปสมบทที่วัดทองนพคุณ และต่อมาท่านได้ถูกนิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดบางปะกอก อีก 2-3 ปีต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก หลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์ และเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคสงครามอินโดจีน สมณศักดิ์สุดท้ายที่ท่านได้รับก็คือ พระครูประศาสน์สิกขกิจ พระครูชั้นพิเศษ แต่ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อพริ้งบ้าง หลวงปู่พริ้งบ้าง การศึกษาวิชาของท่านนั้นสืบไม่ได้ว่าท่านเรียนมาจากที่ใดเข้าใจว่าท่านคงศึกษามาจากที่วัดพลับนั่นเอง หลวงพ่อพริ้งท่านมีชื่อเสียงทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม และทางหมอยา ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดบางปะกอกใหม่ๆ ในย่านนี้มีนักเลงหัวไม้อยู่หลายก๊กงานวัดเมื่อไรก็จะมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้ว พวกนักเลงหัวไม้ต่างๆ ก็เกรงกลัวท่านไม่กล้ามาก่อเรื่องอีก บ้างก็ฝากตัวเป็นศิษย์หรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปเลย ในสมัยก่อนนั้นการเดินทางไปยังวัดบางปะกอกยังยากลำบาก ต้องเดินทางโดยเรือพาย แต่ก็มีผู้คนมากมายเดินทางมากราบท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดจนเจ้านายเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เช่นเสด็จใน กรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งท่านได้รับการบอกกล่าวมาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ว่ายังมีพระอาจารย์ที่เก่งมีวิทยาคมสูงอยู่ทางบางปะกอก ซึ่งหลวงพ่อพริ้ง ครั้นต่อมาเสด็จในกรมฯ ท่านจึงได้มาลองวิชากับ หลวงพ่อพริ้ง จนฝากตัวเป็นศิษย์ และนำพระโอรสมาบวชเป็นสาม เณรกับท่านถึง 3พระองค์ นอกจากนี้ทหารเรืออีกมากมายก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อพริ้ง บางครั้งมีเรือจอดกันที่หน้าวัดแน่นขนัดไปหมด ผู้ที่เคารพเลื่อมใสหลวงพ่อพริ้งต่างก็มาขอของขลังบ้าง ลงกระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บ้างเวลามีงานไหว้พระครูประจำปี ขบวนเรือจะจอดกันยาวเหยียดไปจนถึงปากคลอง ซึ่งจรดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางเกือบกิโลทีเดียว พระเครื่องหลวงพ่อพริ้ง ท่านได้สร้าง พระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ไว้หลายอย่าง เช่น ลูกอมหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก เหรียญรูปท่านปี พ.ศ.2483 พระเนื้อผงพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์ไพ่ตอง พิมพ์พระคง และสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ธงผ้ายันต์เชือกคาดเอว ตะกรุด ฯลฯ เป็นต้น พระเครื่องของท่านล้วนมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เมื่อครั้งตอนสงครามอินโดจีนพระเครื่องและเครื่องรางของท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว หลวงพ่อพริ้ง ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วม พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ๆ ด้วยทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพ ท่านนิมนต์หลวงพ่อพริ้งลงแผ่นทองคำเพื่อนำไปหลอมในการสร้างพระกริ่งของท่าน ปรากฏว่าเมื่อช่างได้นำแผ่นทอง แดงของท่านลงในเบ้าหลอมรวมกับแผ่นทองแดงของอาจารย์ท่านอื่นๆ มีแผ่นทองแดงที่ไม่หลอม ละลายอยู่แผ่นหนึ่ง จึงนำขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นแผ่นทองแดงของหลวงพ่อพริ้ง จึงได้ทำการหลอมต่อ แต่ทำอย่างไรแผ่นทองแดงนั้นก็ไม่ละลาย ถึงกับต้องนิมนต์หลวงพ่อพริ้งมาจากวัด เมื่อท่านกำกับ ปรากฏว่าแผ่นทองแดงนั้นละลายไปอย่างง่ายดาย ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อพริ้ง ท่านมรณภาพลงในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2490 ในวันที่ท่านมรณภาพนั้นท่านได้ให้ลูกศิษย์ประคองท่านลุกขึ้นนั่งแล้วท่านก็ประสานมือในท่าสมาธิ ครู่เดียวท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 78 ปี
...
|
|
13-พ.ย.-56
|
|