หลังจากการศึกษาเนื้อดินประเภทต่างๆจนพอสามารถแยกแยะพระเนื้อดินยุคต่างๆ และภาคต่างๆออกจากพระโรงงานได้ในระดับหนึ่ง ผมก็เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการดูพระกรุเนื้อ
ชิน
โดยเริ่มจากเนื้อชินที่ดูง่ายที่สุดก่อนในความรู้สึกของผม ก็คือจากเนื้อสำริดแบบต่างๆ เนื้อเงิน สนิมแดง ชินเงิน และชินเขียว ตามลำดับ
ทั้งนี้เนื่องมาจากความซับซ้อนของความรู้ที่ผมต้องจัดการ
แต่ในทางการนำเสนอ
ผมกลับรู้สึกว่า เนื้อตะกั่วสนิมแดงนั้น มีความซับซ้อนน้อยกว่า จึงขอเสนอก่อน ดังนี้
พระเนื้อตะกั่วนั้นมีความง่ายตั้งแต่เริ่มดูโลหะ โดยเฉพาะ
1. ความอ่อนของโลหะ ที่สามารถบิดงอได้ง่าย เนื้อดำ มีตำหนิได้ง่าย
2. ถ้ามีเนื้อโผล่ ก็ลองขีดไปบนกระดาษสีขาว จะเห็นเป็นรอยเส้นสีดำ
และการเกิดสนิมแดง
-
ในพระเก๊ จะเป็นเนื้อตะกั่วสีดำ ไม่เกิดไข ไม่มีสนิมไข่ปลาหรือสนิมแดง
-
พระกรุอายุไม่มากนักจะมีไขขาวฉ่ำผิวตะกั่ว หรือมีสนิมแดงบางๆ หรือไขขาว (สนิมฟูออกเป็นสีขาว) แบบบางๆ แล้วแต่ระดับความชื้นของกรุ
-
หรืออาจมีทั้งสองอย่างปะปนกันก็ได้
-
ถ้าพระแช่น้ำ หรือความชื้นสูง จะเกิดไขฟูออกมาจากแกนตะกั่วที่ยังเป็นสีดำ ออกเทาแบบไล่ระดับสี

พระเทริดขนนก ที่มีไขฟูทั้งองค์
-
ถ้ามีทั้งไขและสนิมแดง ผิวสนิมแดงจะถูกดันออกมาจนปริร้าวเป็นรอยแยกที่เรียกว่า “ใยแมงมุม” สานกันเป็นตาข่าย
-
แต่ถ้าไขปริออกมาแห้งปิดรอยแผลเป็นเส้นๆ จะชัดเจนแน่นอนกว่า ที่ผมขอบัญญัติศัพท์ว่า "เส้นใยแมงมุม" ที่นูนปิดทับรอยปริเดิม ที่มักมีหลากหลายสี แบบ เหลือง ส้ม แดง ในเส้นเดียวกัน
วิธีพิจารณาง่ายๆ ที่ผมพบในพระที่ถึงยุคตามอายุของพระ ที่ส่วนใหญ่เป็นพระยุคลพบุรีนั้น สนิมแดงจะมีลักษณะเป็นชั้นๆ ดังนี้
-
สนิมไข่ปลา เป็นเม็ดๆ เรียงเป็นแถวๆ คล้ายเส้นใบไม้ (ของปลอมใช้พิมพ์ลาย ที่จะทำให้ไข่ปลาติดกันเป็นแผง แทนที่จะแยกกันเหมือนของแท้
-
สนิมขุม เป็นหลุมๆ เล็กๆ เกิดจากไขเกิดคลุมสนิมไข่ปลา แต่จะปิดไม่หมด ทำให้มีบางส่วนยังคงเป็นหลุมเล็กๆ (ของปลอมใช้พิมพ์หลุม ที่ทำให้มีรอยต่อ)
-
สนิมแดงเรียบ คล้ายเปลือกไข่
-
ไขปูด ออกมาแบบหลากสี ถ้าอายุไขยังไม่มาก จะไล่สีจากเหลือง ส้ม แดง เป็นวงชัดเจน ที่จะต้องหาจุดที่มีลักษณะอย่างนี้ อย่างน้อย ๑ จุด

-
หรือในสภาพที่ชื้นหรือเค็ม จะมีไขขาวที่ชุ่ม เกาะแน่นทั้งองค์กับเนื้อพระ และมีสนิมแดงเกาะติดอยู่ประปรายภายนอก
-
ในบางกรณีอาจมีสนิมแดงเกิดใหม่กระจัดกระจายปนกับไขขาว ที่ทำให้พระองค์เดียวมีเนื้อหลายแบบในขณะเดียวกัน
-
อาจมีบางจุดที่ไขขาวดันระเบิดออกมาบ้าง และมีไขขาวทะลักออกมาปกคลุมสนิมแดงบ้างแต่ไม่ควรมากนัก
-
ถ้ามีไขขาวมากจะระเบิดออกทั้งหมด จนเหลือสนิมแดงกระจัดกระจายอยู่ด้านนอก โดยเฉพาะในกลุ่มพระอู่ทอง ในกลุ่มพระท่ากระดานกรุต่างๆ
-
ถ้ามีการสึกกร่อนก็จะเห็นเนื้อตะกั่วผุๆ อยู่ใต้ไขขาวอีกทีหนึ่ง
เมื่อจับหลักนี้ได้แล้ว ก็สามารถแยกพระกรุออกจากพระโรงงานได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องมาจากพระโรงงานจะทำมาจาก
-
การนำแผ่นตะกั่วมาปั๊มแล้วทาหรือชุบด้วยสีแดงลูกหว้า ที่วางอยู่ในพิมพ์ให้เกิดเป็นรูปทรงของพระ
-
พิมพ์ลายสนิมไข่ปลาและสนิมขุมลงบนผิวของสี
-
พอสีหมาดๆ ก็นำสีอ่อนกว่ามาโปะให้ดูเหมือนไปูดที่แห้งแล้ว
-
หรือนำสีขาวมาโปะทับให้ดูเหมือนไขปูด
-
เมื่อสีแห้งก็ทำให้สีที่เคลือบอยู่นั้นแตกร้าวทั้งองค์ ให้มีลักษณะคล้ายกับพระได้อายุ
-
ในรายที่ฝีมือสูงจะมีการเคลือบสีขาวขุ่นที่มีลักษณะของไขขาวไว้กับผิวตะกั่วก่อนชุบด้วยสีลูกหว้า
แต่ สิ่งที่ทางโรงงานยังทำได้ไม่เนียน ก็คือ
-
ความนุ่ม และชุ่มฉ่ำอย่างเป็นธรรมชาติของผิวสนิมแดงและไขขาว
-
การไล่สีของไขปูด
-
การเกิดเส้นใยแมงมุม
-
ความหลากสีของเส้นใยแมงมุม
ที่ทำให้พระโรงงานดู “กระด้าง” ด้วยตาเปล่า และ “แห้งกระด้าง” เมื่อส่องด้วยเลนส์
ที่ทำให้เซียนพระเก่งๆ แยกได้ โดยไม่ต้องส่องด้วยเลนส์ ก็รู้ว่าเป็น "พระโรงงาน"
ที่แตกต่างจาก ความ “นุ่มและฉ่ำ” ของพระกรุ (เมื่อมองด้วยตาเปล่า)
ดังรูป

ให้สังเกตสีขาวที่ระเบิดออกมาจากข้างในของพระร่วงรางปืน "จักรพรรดิ์พระเครื่อง"
และรอยร้าวเป็นตาข่ายทั้งองค์ (ไม่ชัดนัก) ที่จะชัดเมื่อดูจากของจริง

ลักษณะการระเบิดของไขขาวอย่างเป็นธรรมชาติของพระร่วงยืนสุพรรณบุรี

และการระบิดเป็นจุดๆ ของพระร่วงยืนสุพรรณบุรี
ที่ทำให้มองเห็นความบางของผิวสนิมแดง

การเกิดไขขาวคลุมแบบหลายชั้น ปนกับสนิมแดง ที่อยู่ใต้แผ่นทองคำของพระท่ากระดานกาญจนบุรี ยุคอู่ทอง

การเกิดสนิมแดงซ้ำซ้อนบนผิวที่มีรอยขูดขีด แสดงถึงความเก่าของผิวในพระเทริดขนนกสนิมแดง
แต่ เป็นเรื่องประหลาดเลยครับว่า
เมื่อส่องด้วยเลนส์ หรือกล้องขยาย
จะต้องตรงกันข้ามกับตาเปล่าไปเลย
คือที่ผิวพระกรุจะมีความนุ่ม และชุ่มจนถึงดูเสมือนว่า "ฉ่ำ"
จากการการดันและการระเบิดออกมาของไขขาว ที่ดันจนสนิมแดงปริแตกออกเป็นลายใยแมงมุมอย่างเป็นธรรมชาติ
หรือ ไขขาวทะลักออกมาเป็นเส้นใยแมงมุมหลากสี หรือระเบิดออกมาเป็นจุดๆ หรือตามขอบรอยแตกของสนิมแดง
และจุดสังเกตว่าองค์ใดเป็นพระโรงงานนั้น ก็มีอีกสามสี่ประการ ก็คือ
-
ความกระด้างของสนิมแดง ถ้าดูแห้งๆ ด้านๆให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าน่าจะมาจากโรงงานมากกว่ามาจากกรุ
-
ถ้าไม่มีรอยปริร้าวตื้นๆตามผิว ทั้งหน้าและหลัง ก็มีแนวโน้มว่า เป็น “พระใหม่” มาจากโรงงานหนึ่งโรงงานใด ก็ได้
-
พระโรงงานบางรุ่น จะมีไขขาวเป็นฝุ่นยุ่ยๆ แห้งๆ (ไม่แน่นและชุ่ม) หรือสีสนิมแดงลูกหว้าคลุมทั้งองค์ เพื่อปิดบังเนื้อตะกั่วใหม่ๆ ไว้ข้างใน
-
การทำให้สนิมแดงแตกของพระโรงงานจะแตกเละๆ (ทำให้ผิวพระดูกระด้าง) หรือมีลักษณะเป็นแนวห่างๆ เป็นเส้นขนานกันตลอดแนว (ไม่เป็นตาข่าย) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับฝีมือของแต่ละโรงงาน
-
บางครั้งจะพบว่าการแตกของสนิมแดง มีลักษณะร้าวลึก เห็นความหนา จนถึงเนื้อตะกั่ว ที่จะทำให้เห็นความสดใหม่ของผิวตะกั่วประกอบอีกด้วย
-
ผิวตะกั่วที่โผล่ ไม่มีไขคลุม
-
พระโรงงานจะมีการนำสีขาวคล้ายๆไขขาว มาโปะตามรอยแตกของสนิมแดงเพื่อเพิ่มความนุ่ม (แต่ก็ยังกระด้างอยู่ดี) ของเนื้อพระ ที่มีลักษณะความหนาแน่น “จากนอกเข้าใน” แทนที่จะเป็น “จากในออกนอก” แบบตามธรรมชาติ
ทั้งนี้ต้องดูพิมพ์พระประกอบด้วย จึงจะพลาดน้อยลง
ส่วนเนื้อโลหะอื่นๆ จะค่อนข้างซับซ้อนกว่านี้ ที่จะนำมาเสนอในวาระต่อไปครับ
ขอให้โชคดีครับ
พระขุนแผน กรุเขาชนไก่
ไขขาวดันออกมาจนเหลือสนิมแดงเพียงเล็กน้อยด้านนอก