ตลาดพระ
รายการพระ
Gallery
การชำระเงิน
ประมูลพระ
โชว์พระ
ข่าวจากร้านค้า
ติดต่อร้าน
รับประกัน
ติชม
จัดส่ง
บทความร้านค้า
สินค้าทั่วไป
[ชื่อพระ]
หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เหรียญหล่อโบราณเตารีดพิมพ์ C หลวงปู่ทวด วัดคอกหมู จ.กรุงเทพฯ ปี๒๕๐๕ ( พิมพ์Cตอก๙โค๊ต )
[รายละเอียด]
ตำนานสุดยอดความศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เหรียญหล่อโบราณเตารีดพิมพ์ C หลวงปู่ทวด วัดคอกหมู จ.กรุงเทพฯ ปี๒๕๐๕ ( พิมพ์Cตอก๙โค๊ต ) เป็นพระสงฆ์ที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ ประวัติหลวงปู่ทวดอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ขึ้นอยู่กับตำนานในแต่ละท้องถิ่น แต่เรื่องเล่าหลักค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ราวปี พ.ศ. 2125 นายหู และนางจันทร์ ชาว อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้ให้กำเนิดลูกชาย ตั้งชื่อให้ว่า ปู โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อแม่ผูกเปลลูกไว้กับต้นเม่าระหว่างที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่ในนา แต่ปรากฏว่ามีงูจงอางตัวใหญ่เลื้อยมาพันรอบเปล ทั้ง 2 คนจึงตั้งจิตอธิษฐานไม่ให้งูจงอางทำร้ายลูก หลังจากนั้นงูก็คลายรัดเปลและเลื้อยหนีหายไป ทว่าได้คายเมือกแก้วทิ้งไว้บนตัวทารกด้วย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นลูกแก้วขนาดใหญ่แวววาว เมื่อเศรษฐีที่เป็นเจ้านายของนายหู และนางจันทร์ รู้เรื่องเข้า ได้บังคับเอาลูกแก้วมาเก็บไว้เอง แต่ชีวิตกลับเจอแต่อุปสรรค ฐานะความเป็นอยู่เริ่มขัดสน จึงต้องคืนลูกแก้วให้แก่เด็กชาย พร้อมทั้งยกหนี้สิน และปลดปล่อยนายหู และนางจันทร์ ให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในเรือนเบี้ย ต่อมาเมื่อเด็กชายอายุ 7 ปี พ่อแม่ส่งไปเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ที่วัด และได้บวชเป็นสามเณรเพื่อศึกษาธรรมะ ซึ่งวัดที่ท่านได้เล่าเรียนก็คือ วัดดีหลวง และวัดสีหยัง ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอยู่จริง ตั้งอยู่ใน อ.สทิงพระ จ.สงขลา ท่านได้เดินทางไปเรียนนักธรรมที่ จ.นครศรีธรรมราช ก่อนจะเดินทางธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธา และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระเอกาทศรถ เรื่องเล่าตามตำนาน ในกาลสมัยต่อมาประเทศลังกาอันมีพระเจ้าวัฏฏะคามินีเป็นกษัตริย์ ประสงค์จะได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช แต่ไม่ต้องการรบราฆ่าฟันให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ จึงคิดวางแผนการยึดครองอย่างสันติวิธีรับสั่งให้เบิกทองคำในท้องพระคลัง นำมาหล่อเป็นตัวอักษรบาลีขนาดใบมะขามจำนวน ๘๔,๐๐๐ เม็ด มอบให้พราหมณ์ผู้เฒ่า ๗ คน นำลงเรือพร้อมเสื้อผ้าแพรพรรณรวม ๗ ลำเรือ ออกเดินทางสู่กรุงศรีอยุธยา โดยมีพระราชสาสน์ท้าเมืองกรุงศรีอยุธยาให้แปลและเรียงลำดับพระธรรมในเม็ดทองคำ ให้เสร็จภายใน ๗ วัน หากแปลได้จะถวายข้าวของมีค่า ๗ ลำเรือเป็นบรรณาการ แต่หากทำไม่สำเร็จก็ให้จัดดอกไม้เงินดอกไม้ทองถวายเป็นราชบรรณาการแก่กรุงลังกาทุกปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย ทราบความดังนั้น กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาก็มีราชโองการให้ขุนนางอำมาตย์นิมนต์พระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิทั่วพระนครมาแปลอักษรทองคำ ที่กรุงลังกาส่งมาท้าพนันแต่ผ่านไป ๖ วัน ยังไม่มีภิกษุรูปใดมาตามประสงค์ คืนนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินว่า พญาช้างเผือกจากทิศตะวันตก เข้ามาในพระราชนิเวศน์ ขึ้นไปยืนผงาดบนพระแท่น เปล่งเสียงก้องไปทั่วทิศ ท่านโหรประจำราชสำนักทำนายว่า จะมีพระภิกษุจากทิศตะวันตกมาช่วยกู้สถานการณ์บ้านเมือง พระองค์ก็รับสั่งให้ออกตามหาพระรูปนั้นทันที มีขุนนางไปเจอพระภิกษุปูที่วัดราชานุวาส เมื่อไต่ถามก็ได้ความว่า ท่านมาจากเมืองตลุง (ในเวลานั้น) ก็เชื่อว่าตรงตามพระสุบิน จึงนิมนต์มาเข้าเฝ้า เมื่อมาถึงประตูวิหารหลวงที่ประชุมสงฆ์ ท่านก้าวไปเหยียบบนแผ่นหินศิลาแลงที่ยืนล้างเท้าแผ่นหินนั้นก็หักเป็นสองท่อน เป็นตำนานอภินิหารอีกคราวหนึ่ง ที่สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนในที่นั้น เหตุการณ์แก้ปริศนาที่มีเมืองเป็นเดิมพัน ในตำนานเมื่อ ๔๐๐ ปีก่อน ได้รับการบรรยายอย่างเห็นภาพ ในประวัติหลวงพ่อทวดที่เขียนขึ้นในชั้นหลัง เมื่อท่านเข้าไปในวิหาร ก่อนนั่งประจำที่เพื่อแปลพระธรรมจากอักษรทองคำ พระสามิรามแสดงอาการอันเป็นปริศนาธรรมต่อหน้าพราหมณ์ทั้ง ๗ ด้วยการเอนกายลงนอนในท่าสีหไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรง กระเถิบไปข้างหน้า ๕ ครั้ง จึงไปนั่งในที่อันควร พราหมณ์จากลังกาเห็นก็หัวเราะ และพูดเย้ยท่านว่าคนที่ดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาหรือคนบ้าอย่างนี้หรือที่จะแปลพระธรรมท่านหัวเราะบ้าง แล้วถามพราหมณ์ว่า ในบ้านเมืองของท่านก็มีคนที่แสดงกิริยาอาการอย่างนี้ ท่านไม่เคยพบเห็นหรือกลุ่มพราหมณ์ผู้เฒ่าฉงนใจนิ่งอยู่ แต่ก็นำบาตรใส่เม็ดอักษรทองคำประเคนท่านพระสามิรามรับมาตั้งจิตอธิษฐาน จากนั้นก็ลงมือแปลและเรียงข้อธรรมในเม็ดทองคำทั้ง ๘๔,๐๐๐ เม็ด โดยไม่ติดขัดอย่างใดแปลไปได้ช่วงหนึ่ง ท่านก็พบว่าเม็ดอักษรทองคำหายไป ๗ ตัว จึงท้วงถามขึ้นว่าอักษร สัง วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ ขาดไป พราหมณ์ทั้ง ๗ ถึงกับอึ้ง และยอมนำอักษรที่ซ่อนไว้ออกมาคืน พระหนุ่มชาวสยามจึงสามารถแปลพระไตรปิฎกในเม็ดทองคำขนาดใบมะขามได้เสร็จสิ้นในเย็นวันนั้นสยามมีชัยในการสัประยุทธ์กันทางธรรมเหนือลังกา ด้วยบุญบารมีและความปราดเปรื่องของพระสามิราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ท่านยังคงพำนักอยู่ที่วัดราชานุวาส จนกาลต่อมาเกิดโรคห่า (อหิวาต์) ระบาดรุนแรงในพระนคร พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ระลึกถึงดวงแก้วคู่บุญที่ทวดบองหลาคายไว้ให้ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมทั่วเมือง โรคห่าก็ทุเลาหายไปด้วยคุณความดีและประโยชน์สุขที่ท่านทำให้บ้านเมือง พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระสังฆราชคุณูปรมาจารย์ และมีกระแสรับสั่งว่า ถ้าประสงค์สิ่งใดก็ขอให้บอก พระองค์จะพระราชทาน แล้ววันหนึ่งท่านก็ทูลขอกลับภูมิลำเนา แม้จะทรงเสียดายอย่างไรพระองค์ก็มิอาจขัดขวางความปรารถนาของท่าน จึงมีพระบรมราชานุญาตให้เป็นไปตามประสงค์ การกลับสู่บ้านเกิดของสมเด็จพระราชมุนีฯ ไม่ได้ใช้ทางเรืออย่างที่พระภิกษุปูเดินทางมา แต่เป็นการจาริกรุกขมูลตามทางบก เลาะไปริมฝั่งทะเลอ่าวไทย ตำนานว่า ก่อนนั้นเมื่อศึกษาธรรมจนแตกฉานแล้ว ท่านเคยออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรจากอยุธยาลงมาทางบางกอกอยู่เสมอ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นป่าดงที่เหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน คราวธุดงค์กลับภาคใต้ท่านก็มาพักที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแถวท่าน้ำสามเสน กระทั่งมีการสร้างวัดประสาทบุญญาวาสขึ้นที่ตรงนั้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ และมาถูกไฟไหม้ใหญ่ในปี ๒๔๙๘ ซึ่งเจ้าอาวาสวัดช้างให้ที่ปัตตานีได้นิมิตว่าหลวงพ่อทวดบอกให้ไปช่วยบูรณะวัดประสาทบุญญาวาสที่ได้รับความเสียหาย ท่านจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงตามนิมิต โดยพำนักที่วัดเอี่ยมวรนุช เมื่อได้รับการยืนยันว่าวัดประสาทบุญญาวาสถูกไฟไหม้จริง ท่านจึงปรึกษาเจ้าอาวาสวัดประสาทบุญญาวาสขณะนั้น เรื่องการบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ โดยการจัดสร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดขึ้นอีกรุ่นหนึ่งด้วย นอกจากในกรุงเทพฯ จุดพักตามเส้นทางจาริกบ้านเกิดของสมเด็จพระราชมุนีฯ ที่ต่อมากลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สักการบูชาของผู้คนมาจนทุกวันนี้ ยังมีในแถบชายฝั่งทะเลตั้งแต่นครศรีธรรมราชไปจนถึงสงขลาที่บ้านหน้าโกฏิ ในอำเภอปากพนัง บริเวณที่ท่านเคยปักกลดค้างแรม ชาวบ้านได้พร้อมใจกันพูนดินเป็นเนิน ซึ่งทุกวันนี้มีการปลูกศาลาประดิษฐานรูปหลวงพ่อทวดนั่งสมาธิไว้ภายใน ที่วัดหัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร เดิมเป็นหาดทรายขาวสะอาดมีต้นลำภูใหญ่ร่มรื่น ท่านได้มาพักบำเพ็ญวิปัสสนา เมื่อท่านธุดงค์ผ่านไปแล้วชาวบ้านสร้างศาลาถวาย มีการจัดงานนมัสการบูชาทุกปีเมื่อธุดงค์ไปถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ หรือวัดราชประดิษฐาน เมืองสทิงพระ ซึ่งตามประวัติว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่พระชินเสนสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๕๐๐ พุทธบริษัทได้แซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านด้วยความศรัทธา พร้อมทั้งได้เรียกท่านด้วยนามใหม่ว่า สมเด็จเจ้าพะโคะ อริยสงฆ์ผู้รับกัลปนาจากกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ พำนักอยู่ที่วัดพะโคะช่วงหนึ่ง ท่านก็เริ่มพิจารณาถึงการบูรณะปูชนียสถานที่ชำรุดหักพังจากการรุกรานทำลายของเหล่าโจรสลัด ด้วยบริเวณรายรอบวัดพะโคะนั้นเป็นชุมชนโบราณที่มีความรุ่งเรืองมากจากการเป็นเมืองท่าค้าขายแลกเปลี่ยน ทำให้บ้านเมืองแถบนี้ถูกโจมตีจากโจรสลัดอยู่เสมอ ตามประวัติศาสตร์ว่าถูกปล้นสะดมเผาเมืองครั้งใหญ่ในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นเจ้าอาวาสวัดพะโคะที่เคยอยู่กรุงศรีอยุธยา และเป็นพระภิกษุผู้ใหญ่ที่มีบารมี ซึ่งก็น่าจะได้แก่ สมเด็จพระราชมุนีฯ ได้ขอพระราชทานการบูรณะวัดพะโคะครั้งสำคัญเมื่อปี ๒๑๕๓ ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถท่านเดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งเพื่อขอพระราชทานกัลปนา พระเจ้าอยู่หัวทรงศรัทธา มีพระบรมราชโองการให้จัดศิลาแลงลงลำเรือสำเภา กับช่างหลวงฝีมือเอกมาบูรณะวัดพะโคะ จากหนังสือ ประชุมพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนาสมัยอยุธยา ภาค ๑ การเดินทางไปเฝ้ากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อมใสท่านยิ่งนัก นอกจากศิลาแลงและนายช่างหลวงพระราชทานสำหรับการบูรณะวัดพะโคะ ยังโปรดพระราชทานที่ดินเป็นกัลปนาขึ้นกับวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ จำนวน ๙๐ ฟ้อน มีอาณาเขตทิศเหนือถึงแหลมตะลุมพุก ทิศใต้ถึงแหลมสน ทิศตะวันออกจดทะเล ทิศตะวันตกจดทะเลสาบ ครอบคลุมวัด ๖๓ แห่ง พร้อมทั้งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในถิ่นนั้น ให้ถือวัดพะโคะเป็นศูนย์กลางการติดต่อทั้งหลาย การกัลปนานั้น สมคิด ทองสง อธิบายไว้ใน พุทธศาสนาและการกัลปนา ว่า การกัลปนาคือประเพณีการอุทิศที่ดิน ผู้คน และทรัพย์สินเงินทองให้กับสิ่งที่เป็นตัวแทนของศาสนาและความศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัด พระบรมธาตุ พระพุทธบาท โดยให้ปัจจัยที่อุทิศหรือกัลปนานี้ขึ้นอยู่กับฝ่ายศาสนา ฝ่ายบ้านเมืองจะเข้าไปก้าวก่ายหรือล่วงละเมิดมิได้ ก่อนหน้านี้ผู้นำชุมชนจะเป็นผู้กัลปนา แต่ต่อมาถือว่าเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์เพราะมีอำนาจที่จะปกป้องคุ้มครองสิ่งที่กัลปนาได้ การกัลปนาดังกล่าวมีบทบาทมากต่อการขยายตัวของชุมชนโบราณตั้งแต่หมู่บ้านไปจนถึงเมืองใหญ่ เพราะการอุทิศปัจจัยการผลิตให้กับวัดย่อมทำให้วัดมีความเจริญซึ่งจะนำพาให้ชุมชนได้เจริญไปด้วย ในสมัยอยุธยา เมื่อพระมหากษัตริย์จะพระราชทานกัลปนาแก่วัดใดก็จะตรา พระตำราบรมราชูทิศ ขึ้นเป็นเอกสาร การพระราชทานกัลปนาแก่วัดต่างๆ รอบทะเลสงขลาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ และต่อมา นอกจากที่ดิน ทรัพย์สิน และผู้คนแล้ว พระมหากษัตริย์ยังทรงให้อำนาจแก่พระสงฆ์อีกด้วย เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ไกลจากราชธานีมาก การให้อำนาจแก่พระสงฆ์ยังเป็นการคานอำนาจฝ่ายบ้านเมืองในท้องถิ่นทางหนึ่งด้วย ในยามมีศึกสงคราม หากเจ้าเมืองมีกำลังไม่มากพอ ทางกรุงศรีอยุธยาก็อนุญาตให้ผู้นำสงฆ์ทำหน้าที่เป็นผู้นำทัพอีกฝ่ายหนึ่งด้วย และการกัลปนายังมีผลสืบเนื่องถึงทายาท ในกรณีที่ผู้มีชื่อในพระตำราฯ เสียชีวิต วัดยังสามารถเอาลูกหลานมาเป็นผู้รับสืบทอดภารกิจได้ เวลานั้นพระครูราชเมาฬีศรีปรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพะโคะรูปก่อนสมเด็จเจ้าพะโคะ เป็นเจ้าคณะที่มีอำนาจปกครองวัดรอบทะเลสาบ และมีกำลังคนข้าพระจำนวนมาก ท่านได้รับกัลปนาวัดรอบทะเลสาบสงขลาให้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพะโคะแม้เมื่อสิ้นพระครูราชเมาฬีฯ แล้ว การสนับสนุนจากส่วนกลางก็ยังมีอยู่ในสมัยเจ้าอาวาสรูปต่อมา ผู้นำสงฆ์ที่มีบทบาทสูงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในช่วงต่อมาคือ สมเด็จพระราชมุนี หรือที่ชาวใต้รู้จักกันดีในนาม หลวงพ่อทวด นอกจากเรื่องราวเล่าขานในเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ซึ่งเป็นตำนานที่แนบแน่นอยู่ในวิถีแห่งชุมชนแล้ว หลวงพ่อทวดยังมีบทบาทในการสร้างชุมชนพุทธศาสนา และเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจของชาวพัทลุง สงขลา และบริเวณใกล้เคียงมาจนถึงปัจจุบัน บทบาทของท่านได้รับแรงสนับสนุนจากอยุธยาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็น สมเด็จพระราชมุนี และกัลปนาวัดให้อย่างคึกคัก ด้วยการส่งสิ่งของมาช่วยบูรณะวัดอย่างมากมาย ทั้งยังส่งเสริมให้มาสร้างศาสนสถานฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลาอีกด้วย สอดคล้องตรงกับที่ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ระบุในรายงานการวิจัย พุทธศาสนาแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออก สมัยกรุงศรีอยุธยา ว่า พระซึ่งมีบทบาทมากและยาวนานที่สุดในการทำหน้าที่สำคัญนี้ได้แก่ หลวงพ่อทวด หรือ สมเด็จพระราชมุนีฯ ตามตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันตรงกันว่า เป็นผู้ที่มีความรู้ในพระไตรปิฎกแตกฉาน ท่านมีบทบาทสำคัญในการสร้างชุมชนพุทธในเมืองพัทลุงและสงขลา อีกทั้งยังเป็นผู้นำสำคัญในการบูรณะวัดและก่อสร้างศาสนสถานทั้งสองฟากฝั่งทะเลสาบ เป็นศูนย์รวมทางจิตใจของประชาชนนอกจากนั้นพุทธศาสนิกชน ก็ยังเชื่อว่าท่านคือ พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย วัดสิตาราม (วัดคอกหมู) แขวงมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อยู่ถนนดำรงรักษ์ บนถนนจักรพรรดิพงษ์เยื้องวัดสะเกศจะมีสี่แยกย่อย(เดิมเรียกว่าแยกสะพานสาวร้องไห้) ก่อนถึงสี่แยกหลานหลวง เลี้ยวขวาเข้าถนนดำรงรักษ์ทางจะไปมหานาค บริเวณวัดนี้เมื่อก่อนชาวจีนได้มาเลี้ยงหมูจนร่ำรวยภายหลังได้ถวายที่ดินส่วนนี้ให้สร้างวัด ชื่อวัดแต่ดั้งเดิมจึงเรียกกันว่า วัดคอกหมูและต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัดสิตาราม..ละแวกวัดนี้ในอดีตมีช่างหล่อและโรงหล่อของช่างอิน(บางท่านเรียกว่าช่างแสวง) นายอินผู้นี้คือช่างผู้หล่อพระกริ่งหน้าอินเดียให้กับวัดสุทัศน์ ต่อมาในปี2491 นายอินพาทีมช่างหล่อลงใต้ไปสงขลาเพื่อทำการหล่อพระกริ่งโภคทรัพย์ให้ พ่อท่านเส่ง วัดแหลมทราย หลวงปู่ทวดหลังเตารีดวัดคอกหมู วัดคอกหมูมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าวัดสิตาราม อยู่ถนนดำรงรักษ์ บนถนนจักรพรรดิพงษ์ เยื้องวัดสะเกศฯจะมีสี่แยกย่อย(เดิมเรียกว่าแยกสะพานสาวร้องไห้) ก่อนถึงสี่แยกหลานหลวง ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนดำรงรักษ์ทางจะไปมหานาค ตรงเข้าไปหน่อยเดียว ทางซ้ายมือจะเป็นวัดคอกหมู บริเวณวัดนี้เมื่อก่อนชาวจีนได้มาเลี้ยงหมูจนร่ำรวยภายหลังได้ถวายที่ดิน ส่วนนี้ให้สร้างวัด ชื่อวัดแต่ดั้งเดิมจึงเรียกกันว่า วัดคอกหมูและต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัดสิตาราม ละแวกวัดนี้ในอดีตมีช่างหล่อและโรงหล่อของนายช่างสวัสดิ์ นายสวัสดิ์ผู้นี้คือช่างผู้ทำพระหล่อรุ่นต่างๆและพระกริ่งให้กับวัดสุทัศน์ ต่อมาในปี2491 นายช่างสวัสดิ์พาทีมช่างหล่อลงใต้ไปสงขลาเพื่อทำการหล่อพระกริ่งโภคทรัพย์ให้ พ่อท่านเส้ง วัดแหลมทราย ครั้นในปี ๒๕๐๕ ท่านอาจารย์ทิม สร้างพระหลวงปู่ทวดหลังเตารีดขึ้นที่วัดช้างให้ ปรากฏว่า ช่างหล่อทำงานไม่ทันกำหนด จึงได้ให้ช่างสวัสดิ์ในกรุงเทพฯ ช่วยหล่ออีกแรงหนึ่ง พิมพ์ที่ช่างสวัสดิ์ทำการหล่อ ช่างสวัสดิ์หล่อพระแล้วก็คัดงานหล่อสวยส่งขึ้นรถไฟไปที่วัดช้างให้ เสร็จในพิธีวัดช้างไห้ ปี ๒๕๐๕ เรียบร้อยแล้วมีพระที่หล่อไม่สวยหรือชำรุดตีกลับ ได้คัดแยกใส่กล่องต่างหาก แล้วได้มีการนำกลับมาไว้อยู่ที่วัด ในภายหลังทางวัดเจ้าอาวาสได้มีการนำออกมาให้ประชาชนบูชา และได้มีการตอกโค๊ตหมูไว้ที่ด้านหลัง บริเวณวัดนี้เมื่อก่อนชาวจีนได้มาเลี้ยงหมูจนร่ำรวยภายหลังได้ถวายที่ดิน ส่วนนี้ให้สร้างวัด ชื่อวัดแต่ดั้งเดิมจึงเรียกกันว่า วัดคอกหมูและต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัดสิตาราม ละแวกวัดนี้ในอดีตมีช่างหล่อและโรงหล่อของ นายช่างหล่อสวัสดิ์ เดชพ่วง (ช่างหล่อรูปพระพุทธนฤมิตช่างหล่อวัดคอกหมู) ครั้นในปี 2505 ท่านอาจารย์ทิม สร้างพระหลวงปู่ทวดหลังเตารีดขึ้นที่วัดช้างให้ ปรากฏว่า ช่างหล่อทำงานไม่ทันกำหนด จึงได้ให้นายช่างสวัสดิ์ ในกรุงเทพฯ ช่วยหล่ออีกแรงหนึ่ง ช่างสวัสดิ์หล่อพระแล้วส่งขึ้นรถไฟไปวัดช้างให้ จุดประสงค์พระหลวงปู่ทวดวัดคอกหมู เมื่อท่านอาจารย์ทิมปลุกเสกแล้ว ก็ได้เเยกพระที่หล่อไม่สวยหรือชำรุด ได้คัดแยกใส่กล่องต่างหาก นำตีกลับมาเก็บไว้ที่วัดสิตาราม (วัดคอกหมู) เเละทางเจ้าอาวาสได้มีการนำมาให้ประชาชนบูชาภายหลัง แต่จะมีการตอกโค๊ตหมูไว้ที่ด้านหลัง เพื่อเเจกให้ชาวบ้านร่วมทำบุญ เพื่อนำปัจจัยไปถนุบำรุงวัดสิตาราม (วัดคอกหมู) พระหลวงปู่ทวด วัดคอกหมูปี ๒๕๐๕ เป็นพระพิธีเดียวกับพระหลังเตารีดวัดช้างให้ พุทธคุณจึงเสมอเหมือนทุกประการ หลวงปู่ทวดเตารีดพิมวัดคอกหมู วัดสิตาราม (วัดคอกหมู) กรุงเทพฯ ปี ๒๕๐๕ มีทั้งหมด ๓ พิมพ์ ๑.เหรียญหล่อโบราณเตารีดพิมพ์ A หลวงปู่ทวด วัดคอกหมู จ.กรุงเทพฯ ปี๒๕๐๕ ๒.เหรียญหล่อโบราณเตารีด พิมพ์ B หลวงปู่ทวด วัดคอกหมู จ.กรุงเทพฯ ปี๒๕๐๕ ๓.เหรียญหล่อโบราณเตารีดพิมพ์ C หลวงปู่ทวด วัดคอกหมู จ.กรุงเทพฯ ปี๒๕๐๕ พระเครื่อวหลวงปู่ทวด เกิดตำนานปฎิหารมากมาย ทั้งเเคล้วคลาด เมตตา ก็เพราะท่านจิตบริสุทธิ์ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโลภ ไม่มีความหลง จิตท่านบริสุทธิ์ ไม่มีรสกิเลสเจือ เปรียบได้กับน้ำใสเย็นที่เป็นที่พึ่งเป็นที่พักใจของสัตว์โลก เมื่อจิตท่านบริสุทธิ์แล้ว ท่านจะหยิบแตะสิ่งใดด้วยใจอันบริสุทธิ ก็ย่อมทำให้สิ่งนั้นพลอยบริสุทธิ์ไปด้วย น้ำทะเลที่เค็มแต่เมื่อท่านเอาความบริสุทธิ์ใสสะอาดลงไปสัมผัสแล้ว ก็พลอยทำให้น้ำทะเลจืดใสตามไปด้วยอำนาจแห่งความบริสุทธิ์ที่มาจากใจนั้นเป็นอำนาจอันมหาศาลไม่มีประมาณย่อมยังประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมให้เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ คาถาบูชา หลวงปู่ทวด นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา สำหรับผู้เขียนแล้ว : ลงเพื่อประกอบในการศึกษา เพราะองค์นี้พระของเจและน้ำ (ไม่มีราคาลงให้ศึกษา ) เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเเก่ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เเละพ่อเเม่ ครูอาจารย์ทุกพระองค์ #บารมีหลวงปู่ทวด #หลวงปู่ทวดวัดคอกหมู05
[ราคา]
0.00
[ติดต่อเจ้าของร้าน
มรดกพ่อพระเครื่อง
]
,
เบอร์มือถือ : 0947539348
หน้าแรก
|
การจัดการร้านค้า
|
กระดานแจ้งข่าวสาร
|
รับประกันพระแท้
|
คำถาม-คำตอบ
|
ติดต่อเรา
2002 - 2013 TARADPRA.COM All Rights Reserved
หน้านี้ใช้เวลาในการแสดงผล 0.2031183 วินาที