|
ลำดับ |
รูปภาพ |
สินค้า |
ราคาขาย |
ข้อมูลทั่วไป |
ข้อมูลล่าสุดเมื่อ |
สถานะ
|
|
|
|
1
|
|
|
25,000.00
|
|
((( เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน ))) พิเศษ...เนื้ออัลปาก้ากะไหล่เงิน....หลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามอมตะเถราจารย์ ที่ชาวลุ่มแม่น้ำท่าจีนให้ความเคารพยกย่องในเกียรติคุณตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนมีการขนานนามอันเป็นมงคลเข้าด้วยกันว่า คง อยู่ ศุข ซึ่งหมายถึงหลวงพ่อเฒ่าคง วัดบางกระพี้,หลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯ และหลวงปู่อยู่ วัดดักคะนน ทั้งสามท่านเป็นพระคณาจารย์ในยุคก่อนปี ๒๕๐๐ ก็จริง แต่ความอาวุโสนั้นแตกต่างกันมาก โดยมีหลวงพ่อเฒ่าคงเป็นปรมาจารย์ใหญ่และมีอาวุโสสูงสุด(เกิด พ.ศ.๒๓๕๓ ) หลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯมีอาวุโสรองลงมา(เกิด พ.ศ.๒๓๙๐) ซึ่งท่านก็เป็นศิษย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อเฒ่าคงด้วย (มีผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายว่าพบบันทึกปรากฎในตำราของหลวงพ่อบุญยังวัดหนองน้อยว่าหลวงปู่ศุข ศึกษาวิชาตะกรุดใต้น้ำและวิชาบางอย่างอื่นๆอีกจากหลวงพ่อเฒ่าคง ซึ่งก็ควรแก่การรับฟัง เพราะท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มีความสนใจศึกษาตำรับวิชาสายหลวงปู่ศุขตัวยงอีกท่านหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าเองยังไม่เคยพบบันทึกในส่วนนี้ จึงไม่กล้ายืนยันเต็มปากนัก) ส่วนหลวงปู่อยู่อ่อนอาวุโสสุด(เกิด พ.ศ.๒๔๑๐)เป็นรุ่นศิษย์หลวงปู่ศุขก็ว่าได้ หาใช่สหธรรมิกอย่างที่บางกระแสเขาเล่าลือกัน ประวัติคร่าวๆของหลวงปู่อยู่นั้นพบข้อมูลที่คุณชา พูนสิน ศิษย์หลวงพ่อผล วัดดักคะนนเขียนเผยแพร่ไว้ว่า หลวงพ่ออยู่ ติสสโร เกิดปี ๒๔๑๐มรณะภาพ ปี ๒๔๙๔ อายุ ๘๔ปี... เดิมนั้นครอบครัวของท่านอยู่จังหวัดอ่างทอง เมื่อท่านเกิดโยมแม่ท่านได้เสียชีวิตลง โยมพ่อของท่านได้ย้ายมาปักหลัก อยู่ที่ หมู่บ้านตลุก จังหวัดชัยนาท ต่อมาโยมพ่อของท่านได้ภรรยาใหม่มีลูกทั้งหมด ๗ คน หลวงพ่ออยู่ท่านเป็นลูกชายคนโตที่ติดโยมพ่อมา เมื่อท่านอายุครบบวช หลวงพ่อได้บวชอยู่กับหลวงพ่ออ่ำ วัดตลุก พระเกจิชื่อดังในยุคนั้น ได้เรียนวิชามูลกัยจายน์ กับหลวงพ่ออ่ำจนจบ จากนั้นได้ไปเรียนต่อที่วัดสระเกศที่กรุงเทพฯ ถึง๘ ปี แล้วท่านจึงกลับไปอยู่กับหลวงพ่ออ่ำที่วัดตลุก อยู่หลายปี ในสมัยนั้นวัดดักคะนน ไม่มีเจ้าอาวาส (พระสมุห์ชื้น) ซึ่งอยู่วัดดักคะนน เป็นผู้นิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดดักคะนน ...จากประวัตินี้ทำให้พอทราบได้ว่าเดิมทีนั้นท่านเป็นศิษย์ในสายวัดตลุก(อินทาราม) อันมีพระครูสถิตสมณวัตร(หลวงพ่ออ่ำ)เป็นปรมาจารย์ใหญ่ ซึ่งแม้ในประวัติหลวงพ่อทรัพย์(ส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหนังสือพระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อทรัพย์ วัดตลุก ปี๒๕๒๓) ก็มีชื่อของหลวงปู่อยู่เกี่ยวข้องในฐานะญาติผู้ใหญ่ของหลวงพ่อทรัพย์และในฐานะบุคคลสำคัญในสายวัดตลุกอยู่หลายแห่ง สำหรับเรื่องราวในเชิงปาฏิหาริย์ของหลวงปู่อยู่นั้นพี่เชนทอง ชัยนาทนักสะสมรุ่นใหญ่เล่าให้ฟังว่าเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังอีกทีว่าเวลาลับตาคนหลวงปู่อยู่ท่านจะใช้มือปล่าวหยิบเหล็กสลักที่เผาไฟจนแดงโล่ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วกำมืออีกข้างหนึ่งตอกเหล็กสลักที่ใช้ตอกยึดโครงสร้างที่เป็นไม้ในสมัยก่อน เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้ที่ไหนซักแห่งนานมาแล้ว ปัจจุบันถูกจับแพะชนแกะจนกลายเป็นเรื่องประกอบการขายสมเด็จดักคะนนไปเสียแล้ว สำหรับเหรียญรุ่นแรกนี้โดยมากพบแต่เนื้อทองแดงกะไหล่ทองหรือไม่ก็กะไหล่เงิน แต่เหรียญนี้สุดพิเศษตรงที่เป็นเนื้ออัลปาก้ากะไหล่เงิน แถมสภาพเหรียญยังคมชัดแบบเดิมๆเลยทีเดียว เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญขอบปั๊มตัดยุคเก่า(ช่วงปี๒๔๘๕-๒๕๐๐) สังเกตจากพื้นเหรียญแอ่นเป็นท้องกระทะ ตามหลักการว่าไว้ว่าเกิดจากความคมของตัวปั๊มตัดในยุคนั้นยังไม่มีความคมมากนัก เมื่อทำการปั๊มเพื่อตัดขอบจึงทำให้เกิดแรงประทะต่อตัวเหรียญ ส่งผลให้พื้นเหรียญเกิดการแอ่นตัวไปตามแรงกระแทกด้วยความบางของตัวเหรียญและการแอ่นตัวของพื้นเหรียญทำให้สามารถแยกแยะเหรียญเสริมที่ใช้แม่พิมพ์เดิมนำมาปั๊มเพิ่มภายหลังได้ ซึ่งเหรียญเสริมถึงแม้จะใช้แม่พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเดิม แต่เป็นตัวปั๊มตัดยุคใหม่(หลังปี๒๕๐๐เป็นต้นมา)จึงทำให้พื้นเหรียญเรียบไม่แอ่นเป็นท้องกระทะเช่นเหรียญรุ่นแรก และมีความหนามากกว่าจึงพอเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นได้ แม้ไม่ได้เปรียบเทียบรอยตัด จากการวิเคราะห์ตัวตัดซึ่งทำให้พอทราบยุคในการจัดสร้างคร่าวๆว่าอยู่ในช่วงปี ๒๔๘๕-๒๕๐๐ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวยังกว้างเกินไป จึงได้นำประเด็นภาพต้นแบบในการแกะแม่พิมพ์เหรียญมาประกอบการวิเคราะห์อีกทางหนึ่งด้วย ภาพหลวงปู่อยู่เท่าที่พบเห็นในขณะนี้มีเพียงชุดเดียวคือภาพนั่งธรรมาสน์ ที่ใช้คำว่าชุดเดียวเนื่องจากภาพที่ถ่ายในคราวเดียวกันนี้มี๒-๓ภาพ ฟิล์มของภาพชุดนี้พบตกค้างอยู่ที่วัดดักคะนน และนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกโดยคุณศักดิ์สิทธิ์ ลิ่วนภโรจน์ เจ้าของร้านถ่ายรูปรุ่งอรุณคัลเลอร์แลป(หรือร้านแสงอรุณร้านถ่ายรูปเก่าแก่ของจังหวัดชัยนาทในอดีต) อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเวปเพจ พระเครื่องเมืองชัยนาท คุณศักดิ์สิทธิ์อธิบายว่าเป็นฟิล์มชนิดฟิล์มม้วน ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีมาก เปรียบเทียบกับฟิล์มม้วนที่ตกค้างอยู่ที่ร้านแล้ว น่าจะเป็นฟิล์มที่อยู่ในยุค๒๔๙๐กว่าๆ ซึ่งสอดคล้องกับที่ข้าพเจ้าวิเคราะห์ลักษณะสรีระของหลวงปู่อยู่ว่ามีความซูบผอมและอิดโรย น่าจะถ่ายในขณะที่ท่านชราภาพมากแล้วและอาจมีอาการอาพาธร่วมด้วยก็เป็นได้ นั่นอาจหมายถึงช่วงบั้นปลายใกล้มรณกาลของท่านคือราวๆปีพ.ศ.๒๔๙๔ นอกจากการวิเคราะห์อายุฟิล์มของคุณศักดิ์สิทธิ์แล้ว สีของภาพถ่ายที่ปรากฏออกมาเช่นในภาพขนาดห้อยคอ ซึ่งเป็นภาพที่ใช้วิธีการตัดต่อ ฉากด้านหลังถูกเปลี่ยนเป็นสีดำ จะเห็นได้ว่าโทนสีของภาพก็หนักมาทางขาวดำเช่นภาพส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วง ๒๔๙..เช่นกัน และยังพบว่าภาพหลวงปู่อยู่ภาพนี้มีการนำไปตัดต่อเป็นภาพแววหางนกยูงของหลวงพ่อปลื้ม วัดสังฆารามอีกด้วย โดยการตัดใบหน้าของหลวงพ่อปลื้มมาแปะเข้ากับส่วนที่เป็นลำตัวของหลวงปู่อยู่ แต่จะด้วยเหตุผลใดก็มิอาจทราบได้ ภาพของหลวงพ่อปลื้มในเวอร์ชั่นนี้ต้นฉบับเป็นภาพห่มคลุม พบภาพที่ระบุวันเดือนปีที่ถ่ายไว้ใต้ภาพว่า ถ่ายเมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๔๙๔ อายุ ๗๓ ปี ๕๓ พรรษา จากหลักฐานทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบแล้ว ก็พอสันนิษฐานได้ว่าภาพต้นแบบชุดนี้ก็น่าจะถ่ายขึ้นในช่วง ปี๒๔๙๐-๒๔๙๔ (เพราะท่านมรณภาพในปี ๒๔๙๔ ) ผลจากการวิเคราะห์นี้ ทำให้การสันนิษฐานช่วงปีในการจัดสร้างเหรียญถูกจำกัดแคบตามลงมาด้วย ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงปี ๒๔๙..ต้นๆไม่เกินปี ๒๔๙๔ ซึ่งเป็นปีที่ท่านมรณภาพ อนึ่ง..เรื่องการอนุญาติให้มีการจัดสร้างเหรียญหรือรูปเหมือนรูปถ่ายไว้เป็นที่ระลึกของคณาจารย์ยุคเก่านั้น ถือว่าเป็นแบบแผนที่งดงาม สังเกตว่าคณาจารย์ยุคเก่าหากจะสร้างวัตถุมงคลโดยมากก็จะสร้างพระพิมพ์ที่เป็นรูปจำลองพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็เป็นรูปจำลองพระอรหันต์สาวก กว่าจะอนุญาตให้ทำวัตถุมงคลที่เป็นรูปตัวท่านเองก็ต่อเมื่อเห็นว่าธาตุขันธ์ของท่านสุกงอมเต็มที่แล้ว จึงจะอนุญาติไม่เหมือนพระหนุ่มเณรน้อยบัดเดี๋ยวนี้ ทำเป็นทำท่าทำทางให้ดูขลังๆหน่อย เขียนยันต์ได้ซักสองสามตัวก็ออกเหรียญออกรูปกันจ้าละหวั่นเสียแล้ว จึงมักพบว่าเหรียญยุคเก่ามักจะสร้างก่อนท่านมรณภาพไม่กี่ปีบ้าง หลายๆท่านก็สร้างในปีที่จะมรณะภาพบ้าง(พูดในเชิงปาฏิหาริย์ก็อาจจะเป็นญาณหยั่งรู้ของท่านก็เป็นได้) และอีกหลายๆท่านก็สร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วบ้าง เกี่ยวกับเรื่องเหรียญของเกจิยุคเก่าที่สร้างหลังจากท่านมรณะภาพแล้วนี้ มีผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าหากเป็นเหรียญรูปเหมือนที่สร้างหลังจากที่ท่านมรณภาพแล้วมักจะมีคำว่า ที่ระลึกและตามด้วยชื่อของหลวงปู่หลวงพ่อรูปนั้น ข้าพเจ้าลองมาสังเกตดูแล้วก็เข้าเค้าดีจึงนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วย และได้นำมาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า หากเป็นเหรียญตายจะนิยมใช้รูปต้นแบบในการแกะเหรียญที่ไม่ใช่รูปสุดท้ายก่อนมรณภาพ มักจะเป็นรูปที่คนส่วนใหญ่รู้จักเป็นส่วนมาก เห็นง่ายๆในแถบบ้านเราก็อย่างเช่นเหรียญหลวงปู่ศุขปี ๒๔๖๗ ด้านหลังก็มีคำว่า ที่ระลึก...พระครูวิมลคุณากร(ศุข)อยู่ด้วย แต่มนุษย์บางจำพวกก็สุดแสน เหรียญ ๒๔๖๖ บอกไม่ทันก็ยังไม่เท่าไร แต่เหรียญ ๒๔๖๗ กลับบอกว่าหลวงปู่เสกไว้ก่อนมรณภาพ แต่ใส่ พ.ศ.ล่วงหน้าไว้..เอาซะเข้านั่นอีก วกกลับเข้ามาที่เรื่องเหรียญหลวงปู่อยู่...เหรียญหลวงปู่อยู่ในรูปแบบนี้ ภายหลังทางวัดดักคะนนก็ได้มีการจัดสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกหลายครั้ง ซึ่งมีทั้งแบบที่ใช้แม่พิมพ์หน้าและแม่พิมพ์หลังตัวเดิม,แบบแม่พิมพ์หน้าตัวเดิม(แต่เป็นเม็ดกลาก)แม่พิมพ์หลังแกะใหม่,แบบแม่พิมพ์หน้าใหม่แม่พิมพ์หลังใหม่, สำหรับเหรียญรุ่นแรกนั้นเป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างขึ้นในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นที่คนชัยนาทมีต่อท่านและด้วยปริมาณการพบเจอที่มีอยู่น้อยนัก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการสร้างเสริมขึ้นมาภายหลังอีกหลายครั้งหลายครา หากไม่เคยศึกษาจุดสังเกตของเหรียญรุ่นแรกมาก่อนก็อาจจะเกิดความสับสนได้ จึงยิ่งทำให้การพบเจอเหรียญรุ่นแรกที่เป็นรุ่นต้นฉบับของท่านจริงๆนั้นเป็นเรื่องยากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ดังนั้นโอกาสที่จะได้พบเหรียญแท้ ที่ยังอยู่ในสภาพสวยและเป็นเนื้อพิเศษเช่นนี้ด้วยแล้ว แทบไม่ต้องพูดถึง.....line id : foondin facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม
...
|
|
05-มิ.ย.-62
|
|
|
|
|
2
|
|
|
25,000.00
|
|
ปิดตาเนื้อปรอทหลวงพ่อสิน วัดหนองเต่า...ปรมาจารย์ใหญ่สายอุทัยธานีอีกท่าน องค์นี้มีคราบ มีไขบางๆกระจัดกระจายอยู่เกือบทั่วทั้งองค์และมีลักษณะคล้ายไข่แมงดาขึ้นอยู่ประปราย ด้านหลังผิวภายนอกมีการกระเทาะหลุดล่อนไปบางส่วน ทำให้เห็นชัดว่าผิวโลหะชั้นนอกทำปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมภายนอกจนก่อตัวเป็นชั้นสนิมตามกาลเวลา..ปรากฎการณ์เช่นนี้เป็นยิ่งกว่าใบเซอร์ครับ
facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม
line id : foondin
...
|
|
05-มิ.ย.-62
|
|
|
|
|
3
|
|
|
5,500.00
|
|
ตะกรุดหลวงพ่อพริ้ง ถาวโร อมตะเถราจารย์ที่สังขารไม่เน่าเปื่อย แม้ถูกปล่อยทิ้งอยู่ในโลงไม้ธรรมดากลางวัดร้างนับ 10 ปี หลวงพ่อพริ้งท่านเป็นศิษย์ในสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าและสายหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ โดยตัวท่านเองเดิมนั้นมีนามสกุล เงินแพทย์ ทั้งนายฉิม เงินแพทย์ผู้เป็นบิดาและหมออ่อนเงินแพทย์ผู้เป็นอา ล้วนเป็นศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ศุข รวมทั้งตัวท่านเองก็บวชเณรรับใช้หลวงปู่มาตั้งแต่เล็กส่วนความใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิมนั้นท่านเล่าให้ลูกศิษย์ท่านฟังว่าหลวงพ่อเดิมมรณะภาพคาตักท่าน รู้สึกว่าท่านจะผูกพันธ์กับหลวงพ่อเดิมเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่าเหรียญเสมาสองหน้าก็มีรูปหลวงพ่อเดิมอยู่ด้านหน้า รูปถ่ายท่านก็พบชนิดที่เลี่ยมประกบกับรูปหลวงพ่อเดิมด้วย ถ้าตามประวัติแล้วหลวงพ่อเดิมท่านเป็นผู้ที่แก้ไขอาการคลั่งวิชาให้กับท่าน ส่วนที่เคยเขียนไว้ว่าหลวงพ่อเดิมท่านเป็นอุปัฌชาย์ให้ท่านนั้น สอบทานแล้วน่าจะคลาดเคลื่อนและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในขณะนี้ นอกจากสองอาจารย์ใหญ่นี้แล้วท่านยังจาริกธุดงค์เสาะหาวิชาเพิ่มเติมของท่านไปทั่วทุกภาคของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ได้ชื่อว่าเป็นผู้คงแก่เรียนจนออกแนวร้อนวิชาก็ว่าได้ โดยเฉพาะในด้านความอยู่ยงคงกระพัน เชื่อกันว่าหลวงพ่อสำเร็จวิชาคงกระพันขั้นสูงเลยทีเดียว ลุงบัติศิษย์ใกล้ชิดท่านเล่าว่าทุกครั้งที่ท่านป่วยไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทิ่มเข็มให้ทะลุผิวหนังของท่านได้นอกจากท่านจะฉีดของท่านเอง แม้แต่เส้นผมหนวดเคราท่านก็อยู่คงต่อคมมีดโกนด้วยเช่นกันทุกวันปลงท่านจะต้องทำการปลงผมของท่านเองทุกครั้ง ในสมัยนั้นอาจารย์สักยันต์ที่ไหนดังๆท่านมักจะไปลองเสมอ สุดท้ายอาจารย์สักเหล่านั้นก็ต้องยอมสิโรราบต่อหลวงพ่อถึงกับขอเป็นศิษย์บ้างก็มี เหตุเพราะไม่ว่าจะแทงเข็มสักอย่างไรปลายเข็มอันแหลมคมก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังของท่านไปได้ หลวงพ่อพระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่ เล่าว่าสมัยที่หลวงพ่อพริ้งท่านมาจำวัดที่บ่อแร่ท่านเคยแสดงวิชาชักสังวาลย์ให้ดู คาถาของท่านจะออกเสียงเป็นภาษาแขก(ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชาตรีแขกเฮกังกิงฯหรือที่เรียกกันว่าวิชา ๙ เฮ) เมื่อท่านบริกรรมคาถาขนตามเนื้อตามตัวของท่านจะลุกซู่ชูชันอย่างเห็นได้ชัด ท่านว่าถ้าถึงขั้นนี้แล้วให้ทดลองได้ แต่พระครูศักดิ์ก็ไม่ได้ทดลอง และเนื่องจากชื่อเสียงในทางคงกระพันมหาอุดของท่านนี่เอง จึงทำให้ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อพริ้งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในแวดวงทหารหาญ และไม่ใช่แค่ภายในประเทศเท่านั้น พระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่ศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อพริ้งเล่าว่า ครั้งหนึ่งนายทหารยศระดับนายพลของประเทศลาวเคยอาราธนานิมนต์ท่านไปยังประเทศของตน หลวงพ่อพระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่เล่าให้ฟังว่าการข้ามไปฝั่งลาวในคราวนั้นสร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก เหตุเพราะนายพลท่านนั้นทำการทดลองอานุภาพตะกรุดของหลวงพ่อโดยเอาตะกรุดทั้งเส้นพันเข้ากับลูกระเบิดแล้วถอดสลักขว้างออกไป ผลปรากฎว่าระเบิดมือที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงก็เป็นเหมือนลูกน้อยหน่ากลิ้งขลุกๆอยู่บนพื้นดินเท่านั้น กลไกของลูกระเบิดไม่ทำงาน ลูกระเบิดไม่ดังแต่หลวงพ่อดังยิ่งกว่าระเบิด พระมหาเปรียญของประเทศลาวที่อยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้นถึงกับขอติดตามท่านมายังเมืองไทยเพื่อศึกษาวิชาจากท่าน เรื่องตะกรุดของท่านนี้มีอยู่ครั้งหนึ่ง(น่าจะราวปี2510กว่าๆสมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ที่วัดสามัคคีธรรม)หลวงพ่อมอบตะกรุดให้ลุงบัติมาสามดอกเพื่อให้มาบอกบุญ ในขณะที่ลุงบัติพักอยู่ที่วัดสิงห์สถิตมีเสือ 2 คนหนีตำรวจเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในวัด พอมันรู้ว่าลุงบัติมีตะกรุดหลวงพ่อพริ้งอยู่มันจึงขอทำบุญกันไป 1 ดอกเป็นเงิน 500 บาท หลังจากนั้นไม่นานตำรวจก็ตามมาพบทำการล้อมจับอยู่รอบวัด ไอ้เสือสองตัวรู้ว่าตำรวจล้อมต่างก็ยื้อแย่งตะกรุดกัน ไอ้คนหนึ่งได้ดอก ไอ้คนหนึ่งได้สาย แล้วมันก็วิ่งฝ่าวงล้อมออกไปตำรวจที่ล้อมจับอยู่ก็ระดมยิงใส่สาดกระสุนออกไปเป็นห่าฝนแต่ปรากฏว่าไม่มีกระสุนนัดใดแตะต้องร่างกายของเสือร้ายทั้งสองคนนั้นได้เลย สองเสือร้ายฝ่าวงล้อมตำรวจหลบหนีไปได้ต่อหน้าต่อตาตำรวจหลายสิบนาย ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปจนทำให้ สส.ประสิทธิ์ ดอนโพธิ์งาม มาขอบูชาไปหนึ่งดอกให้ค่าบูชาไว้ 2,500 บาท และเจ๊กในตลาดวัดสิงห์เอาไปอีกหนึ่งดอกให้ค่าบูชาไว้ 1,000 บาท ....ตะกรุดของหลวงพ่อพริ้งนี้ ข้าพเจ้าได้ลองสืบหาในพื้นที่พบแค่เพียงดอกเดียว เหตุเพราะว่าตะกรุดของหลวงพ่อทหารจะสั่งจองเอาไว้แทบทั้งหมด เพราะฐานะของชาวบ้านเองในสมัยนั้นก็ค่อนข้างอัตคัดขัดสน สนใจแต่เรื่องการทำมาหากินเป็นหลัก ส่วนตะกรุด ๕ ดอกชุดนี้เดิมเป็นของพลตรีจุมพล ทองทาบ ผบ.ทบ.๖(ค่ายสรรพสิทธิประสงค์) จ.อุบลราชธานี โดยมีมือซื้อติดต่อเช่าซื้อออกมาจากทายาทของท่านอีกทีหนึ่ง ข้าพเจ้าลองสืบค้นประวัติของท่านพลตรีจุมพลในกูเกิลพบว่าท่านเป็นประธานในการจัดสร้างเหรียญเบ็ญจะมหามงคลหรือที่วงการนิยมเรียกกันว่า เหรียญฟ้าลั่น ของวัดสุปัฏนารามวรวิหารเมื่อปี ๒๕๑๖ ด้วย แต่จะมีความสัมพันธ์กับหลวงพ่อพริ้งยังไงนั้นไม่ทราบได้ พบแต่วัตถุมงคลของหลวงพ่อพริ้งจะถูกเก็บแยกไว้ต่างหากแล้วเขียนชื่อหลวงพ่อใส่เศษกระดาษเอาไว้ ซึ่งมีทั้งแหวนโล่ห์ เหรียญเสมาคู่กับหลวงพ่อเดิม ผ้ายันต์สกรีนเป็นรูปท่านในท่านั่ง พระผงสีเขียวและสมเด็จหลังเงา นอกจากที่มาที่ชัดเจนนี้แล้วข้าพเจ้ายังนำมาตรวจสอบกับลักษณะตะกรุดที่พบในพื้นที่ด้วย ซึ่งถึงแม้วัสดุและจำนวนดอกจะแตกต่างกันบ้าง แต่ลายถักหุ้มดอกตะกรุดเป็นลายเดียวกัน ในส่วนของสายคาดซึ่งอาจจะทำจากเชือกที่ใช้วัสดุต่างกัน แต่ลายถักเป็นลายท้องตะขาบเช่นเดียวกัน และไม่ใช่สังเกตแค่ลายท้องตะขาบเท่านั้น แม้ช่วงปลายของสายคาดที่เป็นปลายเชือกสำหรับร้อยเข้าไปในบ่วงและช่วงกกที่ทำเป็นบ่วง ลายถักในแต่ละช่วงก็เป็นลายเดียวกันทุกประการ จึงเป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจได้อีกทางหนึ่งว่าตะกรุดนี้เป็นของหลวงพ่อพริ้งไม่ผิดเพี้ยน และยังได้แนวทางในการสังเกตลายถักและลักษณะตะกรุดของท่านเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย สำหรับยันต์ที่ลงในตะกรุดยังไม่เคยคลี่ดูเนื่องจากพบน้อยมากดังที่กล่าวไปแล้ว แต่เท่าที่พบแผ่นจารที่ตกค้างที่วัด ซึ่งเป็นแผ่นจารที่ทำการตีตารางทิ้งไว้ ดูจากตารางเป็นลักษณะของตารางยันต์โสฬสบ้าง ตารางยันต์อะสีสะติบ้าง แผ่นจารที่เพียงแต่ตีตารางทิ้งไว้นี้ ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเล่าว่ามีทหารนำไปทดลองยิง ก็ยังยิงไม่ออก ยันต์โสฬสและยันต์อะสีสะตินี้ยังพบในต้นแบบภาพยันต์ที่มีรูปหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า ซึ่งเป็นยันต์ลายมือของหลวงพ่อเขียนไว้เอง ยันต์ใหญ่มีทั้งหมด ๔ ยันต์ คืออะสีสัตติ,โสฬส,พระเจ้า ๑๖ พระองค์และอิติปิโสเกราะเพชร จึงสันนิษฐานว่าทั้ง ๔ ยันต์นี้น่าจะเป็นยันต์ที่ท่านนิยมใช้ลงตะกรุด
facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม
line id : foondin
...
|
|
05-มิ.ย.-62
|
|
|
|
|
4
|
|
|
22,000.00
|
|
มีเรื่องเล่าเกี่วกับหลวงปู่แสงว่าเมื่อท่านฉันเช้าแล้ว ท่านก็มักจะเข้ากุฏิปิดประตูเงียบ บรรดาลูกศิษ์ก็เกิดความสงสัยว่าหลวงปู่ท่านเข้าไปทำอะไร จึงพยามแอบดูกันต่างสังเกตเห็นว่าเมื่อหลวงปู่ปิดประตูกุฏิไม่นานนักก็เห็นเป็นไก่ป่าสีเผือกเกาะอยู่ตรงขอบหน้าต่างกุฏิท่านแล้วก็บินเข้าไปในป่า เมื่อเวลาบ่ายคล้อยจนเกือบเย็นไก่เผือกจึงบินกลับมาเข้ากุฏิ หลังจากไก่เผือกบินเข้ากุฏิไม่นานก็เป็นเวลาเดียวกันที่หลวงปู่ท่านมักจะออกมาสรงน้ำในช่วงนั้นพอดีทุกคราวไป
หลวงปู่แสงเป็นพระเถราจารย์ยุคเก่าที่มีวัตรปฏิบัติและประวัติความเป็นมาที่มีความน่าสนใจสมควรแก่การศึกษาสืบค้นอีกรูปหนึ่งของจังหวัดอุทัยธานี เสียดายที่รายละเอียดต่างๆยังไม่มีการเรียบเรียงขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรไว้บ้างเลย ทราบแต่เพียงคร่าวๆว่า ท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมสูงสามารถเสกกะลาครอบช้าง เสกผ้าอาบเป็นกระต่าย เสกใบไม้เป็นตัวสัตว์ต่างๆได้ อภิญญาทำนองนี้คล้ายกันกับประวัติของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่ศุขท่านมรณะภาพปี พ.ศ.๒๔๖๖ แต่หลวงปู่แสงมรณะภาพในปี พ.ศ.๒๔๖๕ (อ้างอิงจากบันทึกของคุณตาเงิน ชลาภิรมย์ซึ่งเคยอาศัยอยู่กับหลวงพ่อสอนพระน้องชายหลวงปู่แสงในช่วงปีดังกล่าว) ถือได้ว่าเป็นพระเถราจารย์ในยุคเดียวกัน ซึ่งหลวงปู่แสงท่านอาจจะมีอาวุโสสูงกว่าก็เป็นได้ เมื่อประมวลจากเรื่องเล่าและหลักฐานบางประการแล้ว จึงนึกเอาได้ว่าหลวงปู่แสงท่านนี้น่าจะเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ต้นสายวิชาองค์สำคัญอีกท่านหนึ่งของสายอุทัยธานีเลยทีเดียว
อีกทั้งวัดป่าช้าเองก็เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของเมืองอุทัยเก่าซึ่งเคยได้รับการสถาปนาเป็นหัวเมืองหน้าด่านมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา แถมยังมีปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่พอเป็นเครื่องสันนิษฐานได้ถึงความรุ่งเรืองอลังการในอดีต ปูชนียวัตถุประการหนึ่งนั่นก็คือตำราสมุดข่อยทั้งข่อยดำและข่อยขาว ซึ่งจากคำบอกเล่าของชาวบ้านทำให้ทราบว่าตำรับตำราของวัดป่าช้ามีอยู่มากมาย แม้หลายๆส่วนจะถูกเคลื่อนย้ายไปที่อื่นเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม เช่นที่เคลื่อนย้ายไปที่วัดห้วยรอบนั่นก็เป็นเล่มเกวียนๆเลยทีเดียว ได้ลองติดตามสอบถามสมภารวัดห้วยรอบดูก็ปรากฎว่ากระจัดกระจายออกไปไม่เหลือให้เห็นเสียแล้ว นี้ยังไม่ได้รวมที่อื่นๆอีกซึ่งไม่ทราบว่ามากเท่าใดและไปอยู่ที่ใดบ้าง ส่วนที่หลงเหลืออยู่ที่วัดนั้นภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นของหลวงเรียบร้อยแล้ว
ส่วนศาสนสถานนั้นหมายถึงเจดีย์ลอมฟางศิลปะแบบอยุธาตอนต้น ซึ่งในปัจจุบันพังทลายร่อยหรอจนไม่เหลือซากให้เห็นเสียแล้ว ภายในเจดีย์มีพระพิมพ์สมัยอยุธยาบรรจุอยู่มากมายหลายพิมพ์เช่น หลวงพ่อโต บางกระทิง ขุนแผนบ้านกร่าง ขุนไกร และพระแผง เป็นต้น จากหลักฐานดังกล่าวจึงพอสันนิษฐานได้ว่าเดิมทีคงเป็นวัดเก่าแก่และคงเป็นสำนักเรียนที่อาจจะแทบถือได้ว่าเป็นเสมือนสำนักตรรกศิลาแห่งหนึ่งในหัวเมืองนี้เลยทีเดียว
มีเรื่องเล่าว่าในสมัยนั้นมีพ่อค้าควายชาวมอญอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีคาถาอาคมและเป็นพ่อค้าควายรายใหญ่มีฐานะล่ำซำ ด้วยปริมาณควายที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เหลือกำลังที่จะใช้กำลังคนดูแลได้ทั่วถึง พ่อค้าควายผู้นี้จึงใช้กุมารเลี้ยง และดูแลควายแทน รวมไปถึงการป้องกันขโมยขโจรที่มีอยู่มากในสมัยนั้น แม้ว่าควายในบริเวณใกล้เคียงจะถูกพวกขโมยลักครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ควายของพ่อค้าควายผู้นี้ไม่มีหายซักกะตัว โจรรายไหนเข้ามาทำเกาะแกะเป็นอันต้องเจอดีเล่นเอาวิ่งหนีกระเจิงทุกรายไป ชาวบ้านต่างรู้จักกิตติศัพท์ความเฮี้ยนของกุมารตนนี้ดีในนาม กุมารโนนทอง
ต่อมาเมื่อพ่อค้าควายผู้นี้เสียชีวิตลง จึงไม่มีใครควบคุมกุมารโนนทองตนนี้ไว้ได้ และเที่ยวไปก่อความวุ่นวายหลอกหลอนรบกวนชาวบ้านจนอยู่กันไม่เป็นสุข ในที่สุดเรื่องก็ทราบถึงหลวงปู่ ท่านจึงทำการกำหราบแล้วนำรูปกุมารนั้นมาอยู่กับท่าน หลังจากนั้นกุมารโนนทองก็เลิกเกรกมะเหรกเกเรไม่รังควาญชาวบ้านอีกเลย ทั้งยังช่วยเป็นกำลังสำคัญในการรับใช้และสนองงานหลวงปู่ด้วยดีเสมอมา
แม้ในเหรียญของหลวงปู่ที่ทางวัดจัดสร้างขึ้นภายหลังในราวๆปี ๒๕๒๐ ก็ยังมีรูปกุมารโนนทองตนนี้นอนอยู่ด้านล่าง อาถรรพ์ของเหรียญรุ่นนี้มีเรื่องเล่าว่ามีพระรูปหนึ่งจำวัดอยู่กำลังเคลิ้มๆปรากฏว่าเห็นกุมารเหาะเข้ามาทางหน้าต่างรูปร่างสูงใหญ่และพูดสำเนียงแปลกๆคล้ายชาวมอญ พระรูปนั้นถามว่ามาจากไหน กุมารตนนั้นตอบว่า ก็มาจากเหรียญนั่นแหละ พร้อมกับชี้มือไปที่กองเหรียญ เหรียญรุ่นนี้จึงเป็นเหรียญขลังมากประสบการณ์อีกเหรียญหนึ่งแม้จะเป็นเหรียญที่สร้างขึ้นภายหลังก็ตาม
หลวงปู่ท่านมีช้างดออยู่เชือกหนึ่งชาวบ้านเรีกกันว่า ไอ้ดอ เจ้าสีดอถือได้ว่าเป็นช้างคู่บุญคู่บารมีของหลวงปู่ แถมยังเป็นช้างแสนรู้ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจ ความแสนรู้ของเจ้าดอนี้เล่ากันว่าเมื่อหลวงปู่ท่านจะไปไหน ท่านก็จะบอกจุดหมายปลายทางให้กับเจ้าดอ ต่อจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าดอซึ่งมันสามารถพาหลวงปู่ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ตามความประสงค์ของหลวงปู่ โดยที่ไม่ต้องมามัวบังคับซ้ายขวาแต่อย่างไรเลย เพียงแค่หลวงปู่บอกความประสงค์ต่อมันเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วหลวงปู่จะนอนหลับเสียก็ได้เพราะเมื่อถึงจุดหมายแล้วเจ้าดอมันก็จะใช้งวงปลุกหลวงปู่เอง
เจ้าดอมันรักและเคารพหลวงปู่มาก เมื่อมันรู้ว่าหลวงปู่มรณะภาพ มันก็เสียใจมากสังเกตได้ว่าจะมีอาการซึมเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด และมีน้ำตาไหลพรากออกมาอยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมกินอาหารใดใดเลย เมื่อวันที่ทำการเผาศพหลวงปู่เจ้าดอมันยังได้รับใช้หลวงปู่จนวาระสุดท้าย ด้วยการแห่ศพหลวงปู่ก่อนทำการฌาปนกิจ ในครั้งนั้นมันจะไม่ยอมให้เอาศพหลวงปู่ลงจากหลังมันด้วยซ้ำ ต้องปะเหลาะประโลมวิงวอนกันต่างๆนานากว่าจะยอมได้ เมื่อเสร็จงานศพหลวงปู่แล้วเจ้าดอก็ตรอมใจตายตามหลวงปู่ไปอย่างน่าสลดใจ
facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม
line id : foondin
...
|
|
26-ธ.ค.-58
|
|
|
|
|
5
|
|
|
15,000.00
|
|
หลวงปู่อยู่ท่านนี้เล่ากันว่าเมื่อคราวสร้างโบสถ์ เวลาลับตาคนท่านจะหยิบลิ่มเหล็กที่เผาไฟจนแดงโล่ด้วยมือเปล่า แล้วกำมืออีกข้างตอกลิ่มเหล็กนั้นลงไปในเนื้อไม้แทนฆ้อนเหล็ก
facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม
line id : foondin
...
|
|
26-ธ.ค.-58
|
|
|
|
|
6
|
|
|
13,500.00
|
|
รูปถ่ายบรรจุใบมะขาม พอกผง แล้วหุ้มด้วยแผ่นจารหลวงพ่อเสมา วัดป่าสัก ออฟชั่นรูปถ่ายที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในสยาม...เป็นวัตถุมงคลที่เป็นรูปตัวท่านอย่างเดียวที่ทันตัว ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้มีศักดิ์เป็นหลานของคุณตานวล นาจันทา (เสียชีวิตปี ๒๕๒๗ อายุ ๙๖ เกิดราวๆปี ๒๔๒๙ ) ซึ่งเดิมเป็นคนมหาสารคามได้ร่วมเดินธุดงค์ติดตามมากับหลวงพ่อเสมาตั้งแต่สมัยคุณตาเป็นเณร การเดินธุดงค์ในครั้งนั้นคุณตาเล่าว่ามีหลวงพ่อประสิทธิ์ วัดวังม้า นครสวรรค์อีกองค์ที่ร่วมธุดงค์มาด้วยกัน แต่ภายหลังคุณตาลาสิกขาออกมามีครอบครัว คุณตานวลเคยเล่าให้ลูกหลานฟังก่อนที่จะยกมรดกสุดหวงที่ตนรับมากับมือให้ผู้เป็นทายาทได้เก็บไว้บูชารักษาต่อไปว่ารูปถ่ายของหลวงพ่อเสมารุ่นนี้ สร้างจำนวนไม่มากนักไม่น่าจะถึงร้อย แจกจ่ายให้กับศิษย์และผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ด้านหลังจะมีการบรรจุผงวิเศษและใบมะขามเสกเอาไว้ทุกองค์ เป็นที่หวงแหนกันยิ่งนักในหมู่ศิษย์ เพราะถือว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกรุ่นเดียวและรุ่นสุดท้ายที่เป็นรูปองค์ของหลวงพ่อที่สร้างและเสกด้วยตัวท่านเอง ในขณะนั้นรูปถ่ายหลวงพ่อเสมาของคุณตานวลตกอยู่กับคุณวินัย แก้วเกษการณ์(ผู้มีศักดิ์เป็นหลาน) แต่ปัจจุบันได้ยินว่าตกทอดไปสู่ลูกหลานอีกทอดหนึ่งแล้ว คุณพิชัย (ASURA)ผู้ประสานงานได้บอกอีกว่านอกจากนี้ยังมีของลูกหลานเจ๊กในตลาดตลุกหมูอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาเช่นกัน ..อ้อลืมบอกไปหลวงพ่อเสมาท่านมรณะภาพราวปี ๒๔๘กว่าๆครับ (( ขอบคุณท่าน ASURA ศิษย์ท่านพระอาจารย์แห้งที่อุตส่าห์เป็นธุระติดต่อประสานงานให้ครับ ))
facebook : ฝุ่นดิน ท้องถิ่นนิยม
line id : foondin
...
|
|
26-ธ.ค.-58
|
|
|
|
|
7
|
|
|
3,500.00
|
|
หล่อโบราณรุ่นหลัง นครสวรรค์ รุ่นนี้มี3พิมพ์ครับ คือพิมพ์หน้าใหญ่(นิยมสุด) หน้ากลางและหน้าเล็ก องค์ที่นำเสนออยู่นี้คือพิมพ์หน้าเล็ก จัดสร้างในปี2506ปีเดียวกันกับรุ่นหลัง นว. แต่มีคำบอกเล่าว่ารุ่น นว. สร้างก่อน ซึ่งถ้าพิจารณาจากศิลปะทั้งสองรุ่นแล้ว ก็เห็นว่ารุ่น นว มีพัฒนาการทางด้านศิลปะด้อยกว่าจริง...พระหล่อโบราณมีความน่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะสำหรับพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านตะกรุด เพราะชนวนโลหะที่จะนำมาหล่อหลอมเป็นองค์พระย่อมมาจากแผ่นจารพระยันต์ต่างๆที่เป็นสุดยอดวิชาของท่านอย่างเต็มที่...พิมพ์หน้าเล็กองค์นี้ขนาดกะทัดรัดดีครับ พิมพ์ทรงสวยงามตัวหนังคมชัดลึกมีคราบดินเบ้าให้เห็นตามซอกประปรายน่าสะสม
...
|
|
05-มิ.ย.-62
|
|
|
|
|
8
|
|
|
18,000.00
|
|
ด้วยประสบการณ์อันเกรียงไกรและความเชื่อมั่นที่ลูกศิษย์หลวงพ่อมีต่อรูปถ่ายรุ่นนี้ ถึงขนาดว่าในปีี ๒๕๐๐ เขาเปลี่ยนมือกัน ๒๐๐-๓๐๐ บาทในสมัยนั้นแล้วลองเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันกันดูครับ
...
|
|
06-ต.ค.-57
|
|
|
|
|
9
|
|
|
15,000.00
|
|
ก็ขนาดข้าวหลามตัดหลวงพ่อเคลือบเองยังเข้มขลังเป็นที่ปารถนาของมหาชนชาวชัยนาทและจัดว่าหายากมากแล้ว แต่ข้าวหลามตัดหลวงปู่ศุขผู้เป็นอาจารย์ที่หลวงพ่อเคลือบเสกเอาไว้นี้หายากยิ่งกว่าเป็นเท่าตัว......จะปานไหน
...
|
|
07-ต.ค.-57
|
|
|
|
|
10
|
|
|
7,500.00
|
|
รูปเล็กว่าหายากแล้ว รูปแบบเต็มองค์แบบนี้เอา ๑๐ คูณครับ
...
|
|
06-ต.ค.-57
|
|
|
|
|
11
|
|
|
7,500.00
|
|
ศิษย์หลวงพ่อคง วัดบางกะพี้และเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลอง สหธรรมิกกับหลวงพ่อบุญวัดเขาท่าพระคนแถวนั้นนับถือคู่กันมา เคยได้ยินว่าหลวงพ่อทอนท่านนี้สร้างพระพิมพ์สี่เหลี่ยมประภามณฑลคล้ายของหลวงปู่ศุขอยู่ด้วย แต่ก็ยังไม่เคยเห็นเสียที นอกจากนี้ก็เคยมีรุ่นใหญ่อย่างพี่เชนทองชัยนาทเคยเล่าว่าท่านสร้างพระผงสีออกขาวๆเป็นรูปเหมือนนั่งเต็มองค์หลังเรียบทรงสี่เหลี่ยมองค์ค่อนข้างเขื่องใต้ฐานระบุชื่ออยู่ด้วยแต่ก็ยังไม่เคยเห็นเช่นกัน ส่วนเหรียญที่ว่าสร้าง ๒๔๘กว่าๆและมีหลวงพ่อเดิมมาเสกนั้นข้าพเจ้าพิจารณาศิลปะเหรียญดังกล่าวแล้วก็ไม่เห็นจะสอดคล้องกับศิลปะเหรียญในยุคนั้น
...
|
|
06-ต.ค.-57
|
|
|
|
|
12
|
|
|
15,000.00
|
|
เป็นวัตถุมงคลที่เป็นรูปตัวท่านอย่างเดียวที่ทันตัว สันนิษฐานว่าน่าจะจัดสร้างในคราวที่ท่านได้ชั้นพระครูคือเมื่อประมาณปี 2490 ในเรื่องอภินิหารจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อจูล้วนเป็นที่เชื่อถือกันมาช้านานของชาวบ้านดอนกลอยและบริเวณใกล้เคียง ดังจะยกตัวอย่างบางเหตุการณ์มาเป็นอุทาหรณ์ดังนี้
รายแรกชื่อนางสาวมานิตย์เป็นชาวบ้านดอนกลอยครั้งหนึ่งเธอเคยคิดสั้น เนื่องจากผิดหวังจากความรักและรู้สึกเสียใจมาก จึงคิดฆ่าตัวตายด้วยการยิงตัวเองด้วยอาวุธปืนลูกโม่รีวอลโว่.22 หันปากกระบอกจ่อหัวตัวเองแล้วตัดสินใจลั่นไก ปรากฏว่าดินปืนไม่จุดระเบิดถึง 2 ครั้ง ด้วยความสงสัยว่าลูกปืนมีปัญหารึเปล่าจึงหันปากกระบอกปืนไปทางอื่น แล้วลั่นไกเสียงดังโป้ง ดินปืนทำงานตามปกติ จึงหันปากกระบอกจ่อขมับตัวเองแล้วลั่นไกอีกแต่ผลปรากฏว่า แชะๆๆ ดินปืนไม่ทำงานเหมือนเดิม เป็นเวลาเดียวกันที่คุณแม่ของนางสาวมานิตย์เข้ามาห้ามไว้พอดี การรอดชีวิตเพราะความขาดสติยั้งคิดในครั้งนี้เชื่อว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์จากรูปถ่ายหุ้มฝาบาตรของหลวงพ่อจูที่ห้อยคออยู่เพียงองค์เดียว เธอจึงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน และได้ถือเพศรักษาพรหมจรรย์ด้วยการบวชชี
อีกรายหนึ่งชื่อนายฝน เกิดสุวรรณ ชาวบ้านดอนกลอยหมู่ 6 ได้เคยทดลองยิงห่อผ้าซึ่งภายในมีพระเครื่องต่างๆประมาณ 30 องค์ห่อผ้าไว้แล้วใช้ปืนแก๊ปบรรจุลูกตะกั่วน่าจะราวๆ 20-30 ลูกโดยประมาณ แล้วจึงทำการทดลอง เมื่อเหนี่ยวไกปืนก็ปรากฏว่ายิงออกตามปกติกลุ่มลูกกระสุนประทะกับห่อพระกระจุยกระกระจายไปคนละทิศคนละทางส่วนใหญ่หักกระจุยกระจายไม่มีชิ้นดี เมื่อยิงเสร็จแล้วนายฝนก็ไปดูผลงานให้แน่ใจอีกครั้ง แต่เมื่อมองไปยังบริเวณที่ห่อผ้าวางอยู่ ก็ถึงกับขนลุกไปทั้งตัวเพราะมีเพียงรูปถ่ายหลวงพ่อจูเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่อยู่รอดปลอดภัยจากกลุ่มลูกกระสุนหลายสิบนัดเสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...
|
|
06-ต.ค.-57
|
|
|
|
|
13
|
|
|
7,500.00
|
|
เทพเจ้าแห่งสรรคบุรีครับ หลวงพ่อโต หลวงพ่อโม หลวงพ่อปลื้ม หลวงพ่อโมกับหลวงพ่อปลื้มสองท่านนี้ต่างก็ยกย่องคุณวิเศษซึ่งกันและกัน แต่แปลกตรงเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อปลื้มเป็นเหรียญที่แพงที่สุดของเมืองสรรค์ ในสมัยก่อนนั้นแม้แต่เหรียญหลวงพ่อโตวิหารทองผู้เป็นอาจารย์ก็ยังถูกกว่า
...
|
|
10-ต.ค.-57
|
|
|
|
|
14
|
|
|
5,000.00
|
|
ศิษย์เอกพ่อรุ่ง พ่อเดิม พ่อพรหม เป็นทั้งญาติทั้งศิษย์ที่พ่อรุ่ง วัดหนองสีนวลไว้ใจมากที่สุดถึงขนาดมอบช้างพลายคู่ใจให้หลวงพ่อสดมาดูแลต่อ ในขณะสร้างสะพานบ้านหางน้ำสาคร ช่างคนหนึ่งทำตะปูล่วงน้ำแล้วช่างคนนั้นก็จะกระโดดลงไปงม แต่หลวงพ่อห้ามไว้แล้วพูดขึ้นว่า "เออ..เดี๋ยวมันก็ลอยขึ้นมาเอง" สิ้นคำของหลวงพ่อตะปูเหล็กก็ค่อยลอยน้ำขึ้นมาทีละตัวสองตัวจนครบตามจำนวนที่ล่วงลงไป จึงเป็นที่มาของสมญานาม "หลวงพ่อสด ตะปูลอยน้ำ"
...
|
|
06-ต.ค.-57
|
|